วันพฤหัสบดีที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2552

Fw: เรื่องน่าหัด สิ่งที่น่าลอง









เรื่องนี้ได้รับจากคุณกมลธร ครับ..ขอบคุณมากครั

Thank you and Best Regards,


FW: เรื่องโดย พิษณุ นิลกลัด (น่าอ่านมาก)

แง่คิดดีๆ จากชายชราผู้จากไป

พิษณุ นิลกลัด

สัปดาห์สุดท้ายของปี 2548

ผมไปงานสวดและงานเผาศพผู้ชายวัย 81 ปีที่ผมรู้จักเขามายาวนาน 30 ปี
ไม่ใช่ญาติ แต่สนิทนักรักใคร่เสมือนญาติ

ก่อนเสียชีวิตไม่กี่วันเขาสั่งลูกและภรรยาแบบคนไม่ครั่นคร้ามความตายว่า
สวดสามวัน แล้วเผา ไม่ต้องบอกใครให้วุ่นวาย อย่าเศร้า อย่าร้องไห้

ทุกคนต้องมีวันนี้ เพียงแต่เขาอยู่หัวแถวเลยต้องไปก่อน
แล้วลูกเมียก็ทำตามคำสั่ง สวดสามวันเผา

งานสวด 3 คืนมีคนฟังพระสวดคืนละ 14 คนคือเมีย ลูก หลาน
เขย สะใภ้ และผมซึ่งเป็นคนนอก

เป็นงานศพที่มีคนไปร่วมงานน้อยที่สุดเท่าที่ผมเคยไปฟังสวด
วันเผามีเพิ่มเป็น 17 คน สามคนที่เพิ่มเป็นเพื่อนบ้านที่เคยคุยด้วยเกือบทุกเย็นคนหนึ่ง
เป็นแม่ค้าล็อตเตอรี่ที่เคยยืมเงินแล้วไม่มีสตังค์จ่าย
เลยเอาล็อตเตอรี่ทยอยผ่อน ใช้หนี้แทนเงินงวดละสองใบคนหนึ่
และคนสุดท้ายเป็นหญิงที่ผู้ตายเคยผูกปิ่นโตทุกมื้อเย็น

ทั้งสามคนบอกว่าเกือบมาไม่ทันเผา เคราะห์ดีที่แวะไปเยี่ยมที่โรงพยาบาล
เจ้าหน้าที่บอกว่าเสียชีวิตไปแล้ว 3 วัน

หลังฌาปนกิจ พระกระซิบถามเจ้าหน้าที่วัดว่าเจ้าของงานจ่ายเงินค่าศาลาสวด
พระอภิธรรม แล้วหรือยัง
พระท่านคงไม่เคยเห็นงานศพที่มีคนน้อยแบบที่ผมก็รู้สึกตั้งแต่สวดคืนแรก

จริงๆ แล้วผู้ตายเป็นคนค่อนข้างมีสตังค์
ทำงานธนาคารแห่งประเทศไทยจนเกษียณอายุที่ตำแหน่งหัวหน้าหน่วย

แต่ด้วยความที่รักและศรัทธา อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อดีตผู้ว่าการแบงค์ชาติ
จึงดำเนินชีวิตแบบไม่ปรารถนาให้ใครเดือนร้อน แม้กระทั่งวันตาย

ผมสนิทกับเขาเพราะเขามีความฝันในวัยเด็กอยากเป็นนักประพันธ์แบบ ไม้ เมืองเดิม

ที่เขาเคยนั่งเหลาดินสอและวิ่งซื้อโอเลี้ยงให้

เมื่อตัวเองเป็นนักเขียนไม่ได้
พอมาเจอะผมที่เป็นนักข่าวก็เลยถูกชะตาและให้ความเมตตา
การมีโอกาสได้พูดได้คุยกับเขาตามวาระโอกาสตลอด 30 ปี

ทำให้ได้แง่คิดดีๆ มาใช้ในการดำรงชีวิต

วันหนึ่งเขารู้ว่าขโมยยกชุดกอล์ฟของผมไปสองชุดราคา 4 แสนกว่าบาท
เขาปลอบใจผมว่า ' ของที่หายเป็นของฟุ่มเฟือยของเรา
แต่มันอาจเป็นของจำเป็นสำหรับลูกเมียครอบครัวเขา คิดซะว่าได้ทำบุญ จะได้ไม่ทุกข์ '

เขามีวิธีคิด ' เท่ๆ ' แบบผมคิดไม่ได้มากมาย
เป็นต้นว่าสุขและทุกข์อยู่รอบตัวเรา อยู่ที่ว่าเราจะเลือกหยิบเลือกคว้าอะไร
คงเป็นเพราะเขาเลือกคว้าแต่ความสุข

ช่วงปีสุดท้ายของชีวิตเขาต่อสู้กับโรคชรา เบาหวาน หัวใจ ความดัน เกาต์ และไตทำงานเพียง
5 เปอร์เซ็นต์โดยไม่ปริปากบ่น
แถมยัง สามารถให้ลูกชายขับรถพาเที่ยวในวันหยุดสุดสัปดาห์โดยที่ตัวเองต้องหิ้วถุงปัสสาวะ
ไปด้วยตลอดเวลาเนื่องจากไตไม่ทำงาน ปัสสาวะเองไม่ได้

6 เดือนสุดท้ายของชีวิตต้องนอนโรงพยาบาลสามวันนอนบ้านสี่วันสลับกันไป
เวลาลูกหลาน หรือเพื่อนของลูกรวมทั้งผมด้วยไปเยี่ยมที่โรงพยาบาล
เขามีแรงพูดติดต่อกันไม่เกิน 10 นาที

แต่ 10 นาทีที่พูดมีแต่เรื่องสนุกสนานเรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะจากคนไปเยี่ยมไข้

ทุกคนพูดตรงกันว่า ' คุณตาไม่เห็นเหมือนคนป่วยเลย ตลกเหมือนเดิม '
พอแขกกลับ ลูกหลานถามว่าทำไมคุยแต่เรื่องตลก
เขาตอบว่า ' ถ้าคุยแต่เรื่องเจ็บป่วย วันหลังใครเขาจะอยากมาเยี่ยมอีก '

เขาเป็นคนชอบคุยกับผู้คนไม่ว่าจะอยู่บนเตียงคนไข้หรืออยู่บนรถแท็กซี่
บ่อยครั้งที่นั่งรถถึงหน้าบ้านแล้ว แต่สั่งให้โชเฟอร์ขับวนรอบหมู่บ้านเพราะยังคุยไม่จบเรื่อง
แล้วจ่ายเงินตามมิเตอร์ !

4 เดือนสุดท้ายของชีวิตแพทย์ที่รักษาโรคไตมาตั้งแต่สมัยเป็นแพทย์อินเทิร์น
จนกระทั่งเป็นหัวหน้าแผนกแนะนำให้พักรักษาตัวในโรงพยาบาลให้แข็งแรงแล้วค่อยกลับบ้าน
แต่อยู่ได้ 4 วันเขาวิงวอนหมอว่าขอกลับบ้าน หมอซึ่งรักษากันมา 16 ปีไม่ยอม
เขาพูดกับหมอด้วยความสุภาพว่า ' ขอให้ผมกลับบ้านเถอะ ผมอยากฟังเสียงนกร้อง
คุณหมอไม่รู้หรอกว่าคนคิดถึงบ้านมันเป็นอย่างไร เพราะ พอเสร็จงานหมอก็กลับบ้าน '
หมอได้ฟังแล้วหมดทางสู้ ยอมให้คนไข้กลับบ้าน แต่กำชับให้มาตรวจตรงตามเวลานัดทุกครั้ง

1 เดือนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต เขาสูญเสียการควบคุมอวัยวะของร่างกายเกือบทั้งหมด
เคลื่อนไหวได้อย่างเดียวคือกะพริบตา
แต่แพทย์บอกว่าสมองของเขายังดีมาก
เวลาลูก เมียพูดคุยด้วยต้องบอกว่า ' ถ้าได้ยินพ่อกะพริบตาสองที '
เขากะพริบตาสองทีทุกครั้ง !


เห็นแล้วทั้งดีใจและใจหาย
เขายังรับรู้ แต่พูดไม่ได้
นี่กระมังที่เรียกว่าถูกขังในร่างของตนเอง

สิบวันก่อนพลัดพราก ภรรยากระซิบข้างหูว่า ' พ่อสู้นะ '
เขาไม่กะพริบตาซะแล้วทั้งๆ
ที่ก่อนหน้านี้สองเดือนเคยตอบว่า ' สู้ '


เขาสู้กับสารพัดโรคด้วยความเข้าใจโรค สู้ชนิดที่หมอออกปากว่า
' คุณลุงแกสู้จริงๆ '

ตอนที่วางดอกไม้จันทน์ ผมนึกถึงประโยคที่แกพูดกับลูกเมื่อสี่เดือนก่อนว่า

' โรคภัยมันเอาร่างกายของพ่อไปแล้ว อย่าให้มันเอาใจของเราไปด้วย '

' แง่คิดดีๆ จากชายชราที่จากไป ' สอนให้เรารู้ว่า...
เราเกิดมาพร้อมกับจิตใจบริสุทธิ์ และมันสมองมหัศจรรย์
ที่จะสามารถเรียนรู้ แยกแยะเรื่องดีๆ และสิ่งร้ายๆ ในชีวิต
จงใช้โอกาสดีๆ ที่ร่างกายและจิตใจของเรา ยังทำอะไรๆได้อย่างที่สมองสั่ง

จงเรียนรู้ และสร้างประโยชน์สุข ให้กับตนเองและผู้อื่นอย่างพอเพียง
และดำรงชีวิตอย่างพอเพียงทางเศรษฐกิจ

หากทุกๆครั้งที่เรียนรู้ เราล้ม เราพลาด... อาจจะรู้สึกท้อบ้างในบางที
แม้ไม่มีกำลังกายที่จะลุกในทันที ..... แต่ข้อให้มีกำลังใจที่จะสู้ต่อไป

ถ้าเราเรียนรู้...ก็จะทำให้เราพบว่า การล้มหรือพลาดครั้งต่อไป


เราจะไม่เจ็บเท่าเดิม :-)


มหัศจรรย์แห่งชีวิต... หลักคิดจากท่าน ว.วชิรเมธี


มหัศจรรย์แห่งชีวิต... หลักคิดจากท่าน ว.วชิรเมธี



๑. กลัวลูกมีเซ็กส์ในวัยเรียน
?
ไม่อยากให้เกิด ต้องเอาปัญญาใส่ในมือลูก

ให้เงินลูกน้อยๆ ให้ความรู้แก่ลูกมากๆ
ด่าลูกน้อยๆ ให้คำสอนลูกมากๆ

๒.
ไหว้พระขอพรอะไรดี?
(
๑) ขออย่าให้โลภจนหน้ามืด
(
๒) ขออย่าให้โกรธจนทำร้ายตัวเอง
(
๓) ขออย่าให้หลงจนไม่รู้ดีรู้ชั่ว
(
๔) ขออย่าให้ตายในสงคราม ระหว่างคนไทยด้วยกันเอง

๓.
ท้อแท้กับปัญหามากมายทำอย่างไรดีี?
ปลาที่ยังเป็นอยู่
ล้วนเรียนรู้ที่จะว่ายทวนน้ำ
ส่วนปลาตาย มักไหลตามน้ำ
ปัญหาทำให้คนธรรมดาท้อ
แต่ทำให้คนมีปัญญาลุกขึ้นมาแก้ไข

๔.
ทะเลาะกับแฟนจนไม่มีสมาธิทำงาน?
งานส่วนงาน แฟนส่วนแฟน

รู้จักแบ่งเวลาให้งาน
รู้จักแบ่งเวลาให้แฟน
อย่าเสียงานเพราะแฟน อย่าเสียแฟนเพราะงาน


๕. โกรธ!
ถูกเพื่อนนินทา?
โบราณว่าไม่มีใครเตะหมาที่ตายแล้ว

คุณถูกนินทาแสดงว่าคุณยังมีความหมาย

คุณเป็นคนโชคดี จู่ๆ
ก็มีกระจกวิเศษสะท้อนความอัปลักษณ์
ให้เห็นความบกพร่องของตัวเอง


๖.
จับได้ว่าแฟนมีกิ๊กทำอย่างไรดี?
(
๑) ถามตัวเองว่าเราดีกับเขาพอหรือยัง
(
๒) ระหว่างเรากับกิ๊กมีข้อดีข้อด้อยต่างกันตรงไหน
(
๓) ถามแฟนว่าจะเลือกใครก็รีบทำ
ไม่รักฉัน อย่าทำให้ฉันเสียเวลา


๗.
โดนเพื่อนร่วมงานแย่งซีนทำอย่างไร?
เขาแย่งจากเราได้เพียงแค่ซีนและภาพลักษณ์เท่านั้น

แต่เขาไม่สามารถแย่งความรู้และความสามารถไปจากเราได้


๘.
งานเยอะมากทำอย่างไรดี?
(
๑) รู้ว่างานเยอะต้องรีบทำ
(
๒) อย่าดองงานข้ามปีข้ามชาติ
(
๓) เรียงลำดับความสำคัญของงาน
สำคัญก่อนให้รีบทำ สำคัญน้อยค่อยทยอยทำ


๙. ทำงานดี
มีแต่คนริษยา จะรับมืออย่างไร?
โบราณว่า
ไม้ใหญ่ย่อมเจอขวานคม
คนเด่นต้องมีคนด่า คนมีปัญญาจึงมีคนลองดี
คนทำงานดีจึงมีคนริษยา
ปรากฏการณ์เช่นว่านี้
เป็นของธรรมดา ทำงานดีจนมีคนริษยา
ยังดีกว่าทำงานไม่ดี
จึงเป็นได้อย่างดีแค่คนที่คอยริษยา

๑๐. ทำงานแทบตาย
เงินไม่พอใช้ ทำอย่างไรดี?
(
๑) หางานใหม่
(
๒) ลดความต้องการให้น้อยลง อยู่กับความจริงให้มาก
(
๓) บริโภคปัจจัยสี่โดยมุ่งประโยชน์ อย่ามุ่งประดับ
(
๔) ทำบัญชีรายรับรายจ่าย รับมากกว่าจ่ายจึงนับว่ายอด
จ่ายมากกว่ารับนับว่าแย่


๑๑. ถูกนายด่า
อารมณ์เสีย?
คนที่ด่าคนอื่นสะท้อนว่าระบบข้างใจกำลังพัง
คนอารมณ์เสียเพราะถูกด่า
แสดงว่าระบบของตัวเองก็พังตามไปด้วย


๑๒.
ไถ่ชีวิตโคได้บุญมากไหม?
ถ้าไถ่แล้วโคอยู่รอด
คุณได้บุญ
แต่หากไถ่เพื่อทำให้วัดอยู่รอด คุณได้บาป
แทนที่จะไถ่โคกระบือ

คุณควรไถ่ตัวเองให้พ้นจากความโลภ โกรธ หลง
ดีกว่า

๑๓. แฟนติดหนังเกาหลี
ดูทั้งคืนไม่ยอมนอน?
ขอให้คิดว่าอย่างน้อยเธอยังนั่งดูอยู่ในบ้าน
ถึงเธอจะติดหนังเกาหลี
ก็ยังดีกว่าติดผู้ชายขี้หลีที่อยู่นอกบ้าน

๑๔.
ลูกค้าจู้จี้ทำอย่างไรดี?
มีลูกค้าจู้จี้ยังดีกว่าวันทั้งวันไม่มีใครแวะเวียน
ผ่านมาเยี่ยมเยียนถึงในร้าน
ลูกค้าจู้จี้ได้
แต่คุณต้องทำให้เขาประทับใจเอาไว้เสมอ

๑๕.
ไปงานวันเกิดควรได้อะไร?
(
๑) ได้ถามตัวเองว่า เราเกิดมาเพื่ออะไร
(
๒) ได้ถามตัวเองว่า เราเกิดมาจากใคร
(
๓) ได้ถามตัวเองว่า เรากตัญญูต่อผู้ให้กำเนิดแล้วหรือยัง

๑๖.
สวดมนต์บทไหนดี?
(
๑) สวดพุทธคุณเพื่อเตือนว่า จงเป็นผู้ตื่น
(
๒) สวดธรรมคุณเพื่อเตือนว่า
จงเว้นสิ่งที่ควรเว้น จงทำสิ่งที่ควรทำ

(
๓) สวดสังฆคุณเพื่อเตือนว่า พระอรหันต์ที่แท้
คือพ่อกับแม่ที่อยู่ในบ้านของเรานั่นเอง


๑๗.
สามีไม่สนใจธรรมะเลยทำอย่างไรดี?
(
๑) เราควรมีธรรมะให้เขาดู
(
๒) เราควรอยู่ให้เขาเห็น
(
๓) เราควรสงบเย็นให้เขาได้สัมผัส
เนื่องเพราะ หนึ่งการกระทำสำคัญกว่าพันคำพูด


๑๘.
โดนขับรถปาดหน้า โมโหมาก?
(
๑) บอกตัวเองว่าโกรธคือโง่ โมโหคือบ้า ด่าคือมาร ระรานคือบาป
(
๒) เปลี่ยนการด่าเป็นการแผ่เมตตาให้เขาถึงที่หมายโดยปลอดภั
(
๓) เตือนตนไว้ว่า อย่าขับรถปาดหน้าใคร เพราะอาจมีอันตรายรอบด้าน

๑๙.
อยู่ในกลุ่มเพื่อนชอบนินทาจะตีจากดีไหม?
ท่านพุทธทาสกล่าวว่า
คนชอบนินทาคือคนที่ชอบกินของเน่
ถ้าเราร่วมผสมโรงไปกับเขา
แสดงว่าเราเองก็ชอบกินของเน่าไม่เบาเหมือนกัน

๒๐.
ทำไมมักเจอสิ่งที่ไม่ชอบใจอยู่เสมอ?
ผู้รู้บอกว่า ศิลปินอย่าดูหมิ่นศิลปะ
กองขยะดูดีๆ ยังมีศิลป์
ดังนั้น ในสิ่งที่คุณไม่ชอบ ย่อมมีแง่มุมที่คุณชอบอย่างแน่นอน

The Pastor and his son

Good story!!




The Pastor and his son

A good reminder of God's Love.


Every Sunday afternoon, after the morning service at the church, the
Pastor and his eleven year old son would go out into their town and hand
out Gospel Tracts.

This particular Sunday afternoon, as it came time for the Pastor and his
son to go to the streets with their tracts, it was very cold outside, as
well as pouring down rain. The boy bundled up in his warmest and driest
clothes and said, 'OK, dad, I'm ready.'

His Pastor dad asked, 'Ready for what?',
IT,S TIME WE GATHER OUR TRACTS TOGETHER " DAD AND GO OUT"


DAD RESPONDS, SON' IT,S VERY COLD OUTSIDE AND IT,S POURING DOWN RAIN''
The boy gives his dad a surprised look, asking, 'But Dad, aren't people
still going to Hell, even though it's raining?'

Dad answers, 'Son, I am not going out in this weather.' despondently, the
boy ask's, 'Dad, can I go? Please?'

His father hesitated for a moment then said, 'Son , you can go. Here are
the tract s, be careful son.'

'Thanks Dad!'

And with that, he was off and out into the rain. his eleven year old boy
walked the streets of the town going door to door and handing everybody he
met in the street a Gospel Tract.

After two hours of walking in the rain, he was soaking, bone- chilled wet
and down to his VERY LAST TRACT. He stopped on a corner and looked for
someone to hand a tract to, but the streets were totally deserted.

Then he turned toward the first home he saw and started up the sidewalk to
the front door and rang the door bell. He rang the bell, but nobody
answered. He rang it again and again, but still no one answered.. He
waited but still no answer.

Finally, this eleven year old trooper turned to leave, but something
stopped him. Again, he turned to the door and rang the bell and knocked
loudly on the door with his fist. He waited, something holding him there
on the front porch! He rang again and this time the door slowly opened.
Standing in the doorway was a very sad-looking elderly lady.. She softly
asked, 'What can I do for you, son?' With radiant eyes and a smile that
lit up her world, this little boy said, 'Ma'am, I'm sorry if I disturbed
you, but I just want to tell you that *JESUS REALLY DOES LOVE YOU* and I
came to give you my very last Gospel Tract which will tell you all about
JESUS and His great LOVE.'

With that, he handed her his last tract and turned to leave. She called to
him as he departed. 'Thank you, son! And God Bless You!'

Well, the following Sunday morning in church Pastor Dad was in the pulpit.
As the service began, he asked, 'Does anybody have any testimony or want
to say anything?'

Slowly, in the back row of the church, an elderly lady stood to her feet.
As she began to speak, a look of glorious radiance came from her face, 'No
one in this church knows me. I've never been here before. You see, before
last Sunday I was not a Christian. My husband passed on some time ago,
leaving me totally alone in this world. Last Sunday, being a particularly
cold and rainy day, it was even more so in my heart that I came to the end
of the line where I no longer had any hope or will to live.

So I took a rope and a chair and ascended the stairway into the attic of
my home. I fastened the rope securely to a rafter in the roof, then stood
on the chair and fastened the other end of the rope around my neck.
Standing on that chair, so lonely and brokenhearted I was about to leap
off, when suddenly the loud ringing of my doorbell downstairs startled me.
I thought, 'I'll wait a minute, and whoever it is will go away.' I waited
and waited, but the ringing doorbell seemed to get louder and more
insistent, and then the person ringing also started knocking loudly. I
thought to myself again, 'Who on earth could this be? Nobody ever rings my
bell or comes to see me.' I loosened the rope from my neck and started for
the front door, all the while the bell rang louder and louder.

When I opened the door and looked I could hardly believe my eyes, for
there on my front porch was the most radiant and angelic little boy I had
ever seen in my life. His SMILE, oh, I could never describe it to you! The
words that came from his mouth caused my heart that had long been dead, TO
LEAP TO LIFE as he exclaimed with a cherub-like voice, ' Ma'am, I just
came to tell you that JESUS REALLY DOES LOVE YOU.' Then he gave me this
Gospel Tract that I now hold in my hand.

As the little angel disappeared back out into the cold and rain, I closed
my door and read slowly every word of this Gospel Tract. Then I went up to
my attic to get my rope and chair. I wouldn't be needing them any more.

You see---I am now a Happy Child of the KING. Since the address of your
church was on the back of this Gospel Tract, I have come here to
personally say THANK YOU to God's little angel who came just in the nick
of time and by so doing, spared my soul from an eternity in hell.'

There was not a dry eye in the church. And as shouts of praise and honor
to THE KING resounded off the very rafters of the building, Pastor Dad
descended from the pulpit to the front pew where the little angel was
seated.

He took his son in his arms and sobbed uncontrollably. Probably no church
has had a more glorious moment, and probably this universe has never seen
a Papa that was more filled with love & honor for his son... Except for
One.

Our Father also allowed His Son to go out into a cold and dark world. He
received His Son back with joy unspeakable, and as all of heaven shouted
praises and honor to The King, the Father sat His beloved Son on a throne
far above all principality and power and every name that is named.

Blessed are your eyes for reading this message.

Don't let this message die, read it again and pass it to others. Heaven is
for His people! Remember, God's message CAN make the difference in the
life of someone close to you.

Please share this wonderful message...

'Faith is the affirmation and the act that bids eternal truth be present
fact.' - Coleridge

Just 3 Words

Three things in life that, once gone, never come back -
1. Time
2. Words
3. Opportunity

Three things in life that can destroy a person -
1. Anger
2. Pride
3. Unforgiveness

Three things in life that you should never lose-
1. Hope
2. Peace
3. Honesty

Three things in life that are most valuable -
1. Love
2. Family & Friends
3. Kindness

Three things in life that are never certain -
1. Fortune
2. Success
3. Dreams

Three things that make a person -
1. Commitment
2. Sincerity
3. Hard work

Three things that are truly constant -
Father - Son - Holy Spirit

I ask the Lord to bless you, as I pray for you today. God's love is
always with you, God's promises are true. And when you trust in him God
sees his son Jesus alive in you. In Jesus' Name. Amen

Pass this along to People you want God to Bless - I just did!
THE FISHING POLE

Fw: นิทาน ของ ดร.อาจอง ให้คติดี

แด่ความสุขที่หาได้ไม่ยาก … .


นิทานเรื่อง 'ตะเกียงวิเศษ'
โดย ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา

กาลครั้งหนึ่งมีชายหนุ่มคนหนึ่งขุดพบตะเกียงเก่าแก่อันหนึ่ง ในขณะที่เขากำลังทำสวนอยู่ พอเขาเอามือถูตะเกียง


ก็ปรากฏว่ามีควันออกมาจากตะเกียง แล้วกลายเป็นยักษ์ตัวใหญ่ ยักษ์ตนนั้นพูดกับชายหนุ่มว่า
' ขอบใจที่ได้ช่วยให้ฉันเป็นอิสระ ฉันจะตอบแทนท่านโดยรับใช้ท่าน ท่านจะใช้อะไรฉันก็ได้ แต่มีข้อแม้ว่า


เมื่อไรที่ท่านหยุดใช้ฉัน ฉันก็จะกินท่าน'

ชายหนุ่มก็ตกลงเพราะเขาเห็นว่าการมีคนรับใช้เป็นเรื่องที่ดี และเขาก็มั่นใจว่า เขาจะใช้ยักษ์ตนนี้ให้ยุ่งอยู่ตลอดเวลาได้


ดังนั้นเขาจึงตอบตกลง ยักษ์นั้นจึงถามว่า 'นายต้องการให้ฉันรับใช้เรื่องใดบ้าง แต่อย่าลืมนะถ้านายหยุดใช้ฉันเมื่อใด ฉันก็จะกินนาย'


ชายหนุ่มคนนั้นตอบว่า ' ฉันต้องการวังหลังหนึ่งเพื่อฉันจะได้เข้าไปอยู่'

ทันใดนั้นยักษ์ก็เนรมิตวังหลังหนึ่งได้ ชายหนุ่มตกใจเพราะเขานึกว่า ยักษ์คงใช้เวลาสักปีกว่าจะสร้างวังเสร็จ


ทีนี้เขาต้องคิดอย่างรวดเร็วว่าจะขอให้ยักษ์ทำอะไรต่อไปดี เขาบอกยักษ์ให้ ' สร้างถนนกว้างๆ ไปถึงหน้าวัง'


ทันใดนั้นถนนก็ปรากฏอยู่ต่อสายตาเขา ' ฉันต้องการสวนล้อมรอบวัง' เขาสั่งต่อไป

ทันทีความต้องการของเขาก็ปรากฏต่อหน้าเขา 'ฉันต้องการ.....' เขาก็ขอไปเรื่อยๆ แต่เขาเริ่มต้นวิตกว่าอีกไม่ช้าเขาก็จะขอจนหมดแล้ว


และอีกอย่างเขาคงเข้าไปอยู่ในวังอย่างผาสุกไม่ได้ เพราะเขาต้องคอยมานั่งสั่งยักษ์ให้ทำงานตลอดเวลา

ในที่สุดเขาก็คิดหาทางออกได้ เขาขอให้ยักษ์สร้างเสาต้นหนึ่งให้สูงสุด ซึ่งยักษ์ก็เนรมิตให้ทันทีทันใด


เขาขอให้ยักษ์ปีนเสาต้นนี้ช้าๆ ไปถึงยอดแล้วให้ปีนลงมาช้าๆ เช่นกัน พอถึงพื้นก็ให้ปีนขึ้นไปบนยอดใหม่อีกครั้ง


แล้วให้ปีนขึ้นปีนลงเช่นนี้ตลอดเวลาไม่ให้หยุดเลย

ยักษ์ตนนั้นก็เลยต้องปีนขึ้นปีนลงตลอดเวลาตามคำสั่งของนาย
ชายหนุ่มจึงเริ่มหายใจได้ทั่วท้อง ขณะนี้เขาปลอดภัยแล้ว ชายหนุ่มมีเวลาที่จะเข้าไปอยู่ในวังอย่างมีความสุขตั้งแต่นั้นมา
ยักษ์ตนนี้เปรียบเสมือนความคิดและจิตใจของเรา ถ้าเรารู้จักใช้ความคิดของเรา และควบคุมความคิดของเราให้ดี


เราจะได้รับผลดีจากความคิดของเรา



ถ้าเราต้องการจะทำอะไรให้ดีให้ถูกต้อง เราต้องควบคุมจิตใจของเราให้สงบเหมือนกับชายหนุ่มในนิทานที่


สามารถ ควบคุมยักษ์ตนนั้นได้ และ สามารถ ทำให้ความต้องการของเขาลุล่วงสำเร็จได้

ถ้าเราควบคุมความคิดของเราไม่ได้ มันจะสร้างปัญหาให้กับเรา เราจะเริ่มต้นนั่งคิดว่าจะไปซื้ออะไร จะไปกินอะไรดี


หรือจะไปเที่ยวไหนดี ฯลฯ ความต้องการจะครอบคลุมจิตใจของเรา ครอบคลุมอารมณ์ของเรา


เราจะหวั่นไหวต่อความโลภ ความโกรธและความอิจฉา เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นถ้าเราไม่รู้จักควบคุมความคิดของเรา


เช่นเดียวกับยักษ์ตนนั้นที่ข่มขู่ชายหนุ่มตลอดเวลา

เราต้องควบคุมความคิดของเราตลอดเวลา ชายหนุ่มคนนี้ใช้ให้ยักษ์ปีนขึ้นลงที่เสาสูงต้นนั้น


เราก็ สามารถ ใช้ลมหายใจเข้าออกของเราซึ่งอยู่กับเราตลอดเวลานั้นเป็นเสาสูงแทน



หมายเหตุ :: นิทานเรื่องตะเกียงวิเศษนี้ คัดมาจากหนังสือวิทยาศาสตร์ของการฝึกจิตของ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา


------------ --------- --------- --------- --------- --------- --------- --------- --------- --------- --------- --------- --------- ----


เรื่องที่ 2

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเศรษฐีคนหนึ่งเป็นคนเจ้าอารมณ์ และมักจะปวดศีรษะอยู่เป็นประจำ
เขาได้ประกาศว่าจะให้รางวัลอย่างงามแก่คนที่ สามารถ รักษาอาการปวดศีรษะของเขาได้
หลายคนรวมทั้งหมอที่เชี่ยวชาญต่างก็มาเสนอแนะวิธีรักษาโรคปวดศีรษะของเศรษฐีผู้นี้ แต่ไม่มีใคร สามารถ ทำให้เขาดีขึ้นได้
อยู่มาวันหนึ่ง มีฤๅษีคนหนึ่งมาเยี่ยมท่านเศรษฐี เศรษฐีได้บอกเกี่ยวกับโรคประจำตัวของเขาให้ฤๅษีทราบ


ฤๅษีจึงบอกกับท่านเศรษฐีว่า ' โธ่เอ้ยวิธีรักษาอาการปวดหัวของเจ้ามันง่ายนิดเดียว
นั่นก็คือเจ้าจะต้องมองทุกอย่างให้เป็นสีเขียวตลอดเวลาแล้วอาการโรคของเจ้าจะหายไป'

เศรษฐีดีใจมากและคิดว่าสิ่งที่ฤๅษีแนะนำเขานั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายมาก
วันรุ่งขึ้นท่านเศรษฐีจึงจ้างช่างทาสี หลายร้อยคน มาช่วยกันทาสีของหมู่บ้านให้เป็นสีเขียวทั้งหมด
นอกจากนี้ด้วยความที่รวยมาก ยังซื้อเสื้อผ้าให้กับคนในหมู่บ้านทุกคนใส่
ในตอนนี้ไม่ว่าท่านเศรษฐีมองไปทางใดก็จะเป็นสีเขียวตลอดเวลาตามคำแนะนำของฤๅษี
อาการปวดศีรษะของเขาก็เริ่มดีขึ้นๆ เขาเริ่มเป็นคนยิ้มง่ายและมีความสุขมากขึ้น

สองสามเดือนถัดมา ท่านฤๅษีได้ กลับมาเยี่ยมเศรษฐีอีกครั้งหนึ่
แต่ก็ต้องเผชิญกับช่างทาสีคนหนึ่งซึ่งร้องตะโกนว่า
' หยุด หยุด ท่านเข้ามาในหมู่บ้านนี้ในชุดนี้ไม่ได้ เดี๋ยวผมจะทาสีท่านให้เป็นสีเขียวก่อน'
ฤๅษีก็รีบวิ่งและหนีเข้าไปในบ้านของเศรษฐีได้ในที่สุด
ฤๅษีได้พบกับเศรษฐีในบ้านและตำหนิว่า
' ทำไมเจ้าถึงเสียเงินทองและ เวลามากมาย เพื่อเปลี่ยนสิ่งต่างๆรอบตัวเจ้าเล่า
เราไม่ได้บอกให้เจ้าไปเที่ยวทาสีทุกอย่างให้เป็นสีเขียวเลย
เจ้าเพียงแค่สวมแว่นตาสีเขียวเท่านั้น เจ้าก็จะมองเห็นทุกสิ่งรอบตัวเป็นสีเขียวแล้ว'

หากเราต้องการเปลี่ยนสิ่งแวด ล้อมรอบตัว
เราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทุกคนหรือทุกอย่าง
เราเพียงแต่เปลี่ยนตัวของเราเองก่อน
แล้วเราจะพบว่าทุกสิ่งรอบตัวของเราก็จะเปลี่ยนไปด้วยเช่นกั

เรื่องจาก การพัฒนาศักยภาพอย่างสมบูรณ์
โดย ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา


------------ --------- --------- --------- --------- --------- --------- --------- --------- --------- --------- --------- --------- ----


เรื่องที่ 3

+++... หาความสุขได้ที่ไหน...+++

ในตอนกลางดึกมีหญิงชราคนหนึ่งกำลังคลำหาอะไรอยู่สักอย่างรอบๆเสาไฟฟ้าข้างถนน
สักครู่หนึ่งมีหนุ่มสาวกลุ่มหนึ่งเดินผ่านมา
เห็นหญิงชราผู้นั้นกำลังคลำหาอะไรอยู่
เลยถามขึ้นว่า ' ยาย..ยาย ยายกำลังหาอะไรอยู่ ?'

หญิงชราผู้นั้นตอบว่า ' ยายกำลังหาเข็มเย็บผ้าอยู่ ยายทำตกหายไป
ช่วยยายหาหน่อยซิ'
พวกหนุ่มสาวกลุ่มนั้นจึงช่วยกันหาทั่วไปหมด แต่ก็หาไม่เจอ
ในที่สุดพวกเขาก็สงสัยจึงถามยาย

' ยาย..ยาย..ยายทำเข็มเย็บผ้าหล่นหายไปที่ ไหน'
ยายตอบว่า ' ยายกำลังเย็บผ้าอยู่ในห้องยาย แล้วก็ทำเข็มเย็บผ้าหล่นหายไป
แต่ห้องยายมันมืด ยายมองไม่ค่อยเห็น
ยายก็เลยออกมาที่ถนนเพราะมีแสงสว่างจากไฟฟ้า
'... พอพวกหนุ่มสาวกลุ่มนั้นได้ยินเช่นนั้นก็เลยหัวเราะ แล้วเดินหนีไป

เมื่อเราทำของหาย เราก็ต้องไปหาในที่ๆเราทำหาย
มันจะมีประโยชน์อะไรที่จะไปหาที่อื่น
เช่นเดียวกัน เมื่อเราแสวงหาความสุข
เราก็ต้องหาในจุดที่เราได้สูญเสียความสุขไป
มันจะมีประโยชน์อะไรที่จะหาความสุขที่ไนต์คลับ หรือสถานเริงรมย์ต่างๆ
หรือไปหาที่ประเทศนั้นประเทศนี้ หรือไปหาที่คนอื่น

ความสุขของเราได้สูญหายไปจากตรงไหน ?
คำตอบก็คือ เราได้ทำหายไปจากใจของเรา ได้สูญเสียความสุขจากตัวเรา
จากใจเรา ดังนั้น เราก็ต้องแสวงหาความสุขที่จุดนั้น คือ ในต ัวเรา

แหล่งที่มา : จาก ' แนวทางสู่ความสุข' โดย ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา


------------ --------- --------- --------- --------- --------- --------- --------- --------- --------- --------- --------- --------- ----



เรื่องที่ 4

มีสามีภรรยาคู่หนึ่งทุกๆ เช้า ภรรยาจะแอบมองดูเพื่อนบ้านจากหน้าต่างชั้นบน และวิ่งกลับมารายงานให้สามีฟัง
' เพื่อนบ้านเรานี่ซักผ้าไม่เป็นเลย เสื้อผ้าสกปรกเหลือเกิน ไม่รู้ใช้ผงซักฟอกยี่ห้ออะไร หรือใช้วิธีซักอย่างไร'
สามีก็ตอบว่า 'อย่าไปสนใจคนอื่นเขาเลย เราซักผ้าของเราให้สะอาดก็แล้วกัน'
แต่ภรรยาก็แอบไปดูเพื่อนบ้านจากหน้าต่างข้างบนบ้าน และวิ่งกลับมางานสามีทุกเช้า ' เสื้อผ้าของเขาสกปรกอีกแล้ว'

อยู่มาวันหนึ่งภรรยาวิ่งลงมารายงานสามีด้วยความแปลกประหลาดใจ ' ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าวันนี้เกิดอะไรขึ้น เสื้อผ้าของเขาขาวสะอาด


อยากรู้เหลือเกินว่าเขาเปลี่ยนมาใช้ผงซักฟอกอะไร หรือใช้วิธีใดซักผ้า'

สามีหัวเราะแล้วกล่าวว่า 'นี่ฉันรำคาญเธอเหลือเกิน เมื่อเช้านี้ฉันตื่นแต่เช้ามืดและไปเช็ดกระจกหน้าต่างให้สะอาด


ก่อนหน้านี้ กระจกมันสกปรก เธอมองออกไปก็เห็นแต่ความสกปรก'

' ทุกข์ ' หรือ ' สุข ' นั้น จิตใจเป็นตัวกำหนด แต่ถึงอย่างนั้น ผิด ชอบ ชั่ว ดี ก็ยังถือเป็นภาระทางจริยธรรมของเราอยู่มิใช่หรือ
ที่สำคัญ ... (ถ้าจำไม่ผิด) หากเช็ดหน้าต่างแล้วนะคะ ถึงจะไม่สะอาดเอี่ยม แต่ก็เพียงพอที่แสงจะลอดผ่าน