วันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

'อาคารอเนกประสงค์' ปัญญาภิวัฒน์ ต้นแบบอาคารกรีน บิวดิ้งแห่งแรกของไทย






คอนเซปต์เรื่องลดโลกร้อนถูกนำมาใช้ในแทบทุกวงการ แน่นอนว่าโครงการพัฒนาทางด้านอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นสิ่งก่อสร้างที่มีอายุ การใช้งานยาวนานย่อมต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ที่กำลัง เกิดขึ้นด้วยเช่นกัน

คำว่า “กรีน บิวดิ้ง” ถูกนำมาใช้กับอาคารที่สร้างขึ้นโดยยึดหลักความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเป็น อันดับแรก และหนึ่งในนั้นก็คือ “อาคารอเนกประสงค์” จำนวน 3 ชั้น บนพื้นที่การใช้งาน 5,470 ตารางเมตรของสถาบันเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ ซึ่งเพิ่งคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 จากโครงการ อิเมอร์สัน คัพ 2008 (Emerson Cup 2008) ในฐานะเป็นอาคารประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เอาชนะคู่แข่งจากอินเดียและโซนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกกว่า 40 อาคาร

การเอาชนะคู่แข่งจนเป็นหนึ่งใน 5 โครงการที่ได้รับรางวัล โดยรายล้อมไปด้วยโครงการจากอินเดียประเทศเจ้าภาพอีก 4 รางวัลนั้น เป็นเพราะอาคารหลังที่ว่าไม่เพียงแค่ประหยัดพลังงานด้วยการนำเทคโนโลยีอัน ทันสมัยมาช่วยเท่านั้น แต่มีการวางแผนเพื่อสร้างให้เป็นอาคารประหยัดพลังงานอย่างแท้จริงตั้งแต่การ ออกแบบ

นั่นจึงทำให้ต้องให้ความสำคัญตั้งแต่การจัดวางอาคารให้เหมาะสมกับทิศทางของ ลมและแสงแดด ขณะที่ผนังอาคารด้านทิศตะวันตกและตะวันออกจะทำเป็นผนังทึบเพื่อแก้ปัญหาความ ร้อนจากแสงแดด นอกจากนี้ยังมีการใช้วัสดุเพื่อช่วยห่อหุ้มอาคารอีกชั้นหนึ่งเพื่อกันความ ร้อนที่จะเข้าสู่ตัวอาคารแต่ปล่อยให้แสงสว่างผ่านเข้ามาได้

สภาพแวดล้อมภายนอกก็มีส่วนช่วยในการลดอุณหภูมิด้วยเช่นกัน บริเวณรอบ ๆ ของสถาบันฯ จึงมีการปลูกต้นไม้ทั้งขนาดเล็กและใหญ่ไว้จนทั่ว ส่วนระบบบำบัดน้ำเสียจะทำให้สามารถนำน้ำกลับมาใช้สำหรับรดน้ำต้นไม้ทั้งหมด ได้อย่างไม่สูญเปล่า

“การก่อสร้างอาคารสถาบันฯ เป็นความตั้งใจของซีพี ออลล์ที่จะสร้างความสมดุลและนี่จะเป็นต้นแบบอาคารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นวิทยาทานให้กับผู้ที่ต้องการเข้ามาเรียนรู้ตัวอย่างงานออกแบบก่อ สร้างกรีน บิวดิ้งด้วย โดยเรายึดหลัก 3 ประการคือ ดีกับโลกคือไม่สร้างมลพิษและ ไม่ใช้พลังงานมาก ดีกับเขาคือสังคมรอบข้างมีความสุข และดีกับเราคือประหยัดค่าใช้จ่ายทั้งในระยะสั้นและระยะยาว” วิเชียร จึงวิโรจน์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ระบุ

ตามมาตรฐานการให้คะแนนเกี่ยวกับประสิทธิภาพในการใช้พลังงานของอาคารในประเทศ ต่าง ๆ ของ Leadership in Energy and Environment Design (LEED) หนึ่งในมาตรฐานที่นิยมใช้ในการจัดอันดับกรีน บิวดิ้งและใช้ในการเปรียบเทียบอาคารต่าง ๆ ทั้งในแง่ของการออกแบบก่อสร้าง การใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมนั้น มีเกณฑ์การพิจารณาอาคารที่จะได้รับการรับรองว่า

นอกจากจะต้องประหยัดพลังงาน ใช้น้ำน้อย ช่วยลดความร้อน ด้วยการใช้สีแล้ว ยังตั้งอยู่ในทำเลที่เดินทางสะดวกสบาย และมีการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่จะช่วยรักษาสภาพแวดล้อมมาใช้ควบคู่กันไปด้วย

และนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ซีพี ออลล์เลือกที่จะใช้ระบบปรับอากาศแบบ VRF (VariableRefrigerant Flow) ระบบปรับอากาศที่ปรับค่าความเย็นได้ ที่ใช้เทคโนโลยีโคปแลนด์ดิจิตอลสโครล (Copeland Digital ScrollTM) แทนที่จะใช้ระบบปรับอากาศแบบชิลเลอร์ที่ระบายความร้อนด้วยอากาศแบบที่ใช้กัน อยู่ทั่วไป เพราะไม่เพียงสามารถควบคุมอุณหภูมิให้คงที่ได้ถึง +-0.5 องศาเซลเซียสเท่านั้น แต่ยังช่วยประหยัดไฟได้ถึงร้อยละ 30 และมีระยะเวลาในการคืนทุนภายใน 5 ปี

การให้ความสำคัญกับระบบปรับอากาศเป็นเพราะโดยเฉลี่ยแอร์จะใช้พลังงานคิดเป็น สัดส่วนร้อยละ 50-70 ของการใช้พลังงานอาคารทั้งหมด แม้ว่าการลงทุนในระบบปรับอากาศนี้จะอยู่ที่ตันละ 5-6 หมื่นบาทมากกว่าแบบสปริตไทพ์ที่เหมาะสมกับการใช้งานในจุดเล็ก ๆ มากกว่าเท่าตัวก็ตาม แต่หากมองในระยะยาวและผลลัพธ์ที่มีต่อสภาพแวดล้อมจะได้รับแล้วยังไงก็คุ้ม ค่ากว่าแน่นอน.

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2552 ที่มา : article@dailynews.co.th

วันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ภาพวาดของ The Seven deadly sin (บาปต้น 7 ประการ)


"บาปอุลามก Lust"
พระหฤทัยสาร (อาทิตย์ที่ 5 เทศกาลมหาพรต)




ดังที่ได้เกริ่นไว้เมื่ออาทิตย์ที่แล้วว่า อาทิตย์นี้จะพูดถึงเรื่องบาปที่มนุษย์เรากระทำกันบ่อยๆ แต่มักจะไม่ค่อยมีใครพูดถึงมากนัก
นั่นคือ บาปลามกทั้งหลายนั่นเอง สาเหตุหนึ่งที่เราคิดว่าคนไม่อยากพูดถึงกันนัก ก็น่าจะมาจากความรู้สึกว่ามันเป็นบาปและความผิดที่น่าอับอาย เป็นเรื่องเลวทรามต่ำช้า หรืออาจจะมาจากรู้รู้กันอยู่ว่าแทบทุกคนก็มีความผิดมีบาปลามกอยู่ในตัวเอง ด้วย ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง เช่น บางคนชอบดูหนังสือลามก บางคนชอบดูหนังลามก บางคนชอบพูดจาลามก บางคนชอบทำลามกด้วยวิธีการต่างๆ จึงไม่อยากจะไปสอนไปเตือนใคร
หรือบางครั้งเวลาที่พูดถึงเรื่องลามกแล้วมันรู้สึกกระดากปาก ไม่อยากพูดเหล่านี้เป็นต้น
บาปลามก คือ บาปที่เรากระทำผิดพระบัญญัติประการที่หกและประการที่เก้า ประการที่หกบอกว่า "อย่าทำลามก" และประการที่เก้าบอกว่า "อย่าปลงใจในความลามก"

ก่อนที่จะอธิบายต่อไป เราต้องเข้าใจเสียก่อนว่าพระเป็นเจ้าทรงสร้างมนุษย์มาให้มีทั้งความเป็นวัตถ ุเป็นพืช เป็นสัตว์ มนุษย์จึงมีทุกสิ่งที่วัตถุมี มีทุกสิ่งที่พืชมี และมีทุกสิ่งที่สัตว์มีนั้นหมายความว่ามนุษย์จึงมีสัญชาติญาณของสัตว์ด้วย บางคนจึงบอกว่ามนุษย์เป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง แต่เป็นสัตว์ประเสริฐเพราะมีความคิด มีสติปัญญา รู้จักแยกแยะผิดชอบชั่วดี ดังนี้เองมนุษย์จึงมีสัญชาติญาณของการสืบพันธุ์

พูดตรงๆ ก็คือ มีความรู้สึก มีความต้องการทางเพศ ต้องการที่จะมีเพศสัมพันธ์กับเพศตรงข้าม ( ยกเว้นพวกผิดปกติทั้งหลาย...)
และพระเป็นเจ้าทรงประทานความรู้สึกทางเพศนี้ให้กับสัตว์ทั้งหลาย ไม่เว้นกับมนุษย์ด้วย นั่นคือ ให้มีความสุขขณะมีเพศสัมพันธุ์ ที่เรามักจะเรียกกันว่า "ความสุขทางเนื้อหนัง" นั่นเอง เมื่อพระเป็นเจ้าประทานสิ่งนี้มา โดยพื้นฐานแล้วย่อมเป็นสิ่งสวยงาม มิใช่เรื่อชั่วช้าเลวทรามอะไร ถ้ามนุษย์ใช้มันอย่างดีอย่างถูกต้องตามพระประสงค์ของพระเป็นเจ้า.... (พระองค์ทรงอวยพรมนุษย์ให้สืบลูกสืบหลานทั่วไปในแผ่นดิน) ความรู้สึก หรือความต้องการทางเพศจึงเป็นพระพรของพระเป็นเจ้าอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ที่มันกลายเป็นบาปเป็นความชั่วช้าเพราะมนุษย์ใช้มันอย่างไม่ถูกต้อง คือใช้มันเพียงแค่สนองความใคร่ ความอยาก และตัณหาของตัวเองเท่านั้น ไม่ได้คิดถึงคุณค่าที่แท้จริงสักเท่าไหร่นั่นเอง ขอหันกลับมาพูดถึงการผิดพระบัญญัติในเรื่องนี้อีก

ขอเริ่มที่บัญญัติประการที่เก้าที่บอกว่า “อย่างปลงใจในความลามก” พระบัญญัตินี้ห้ามการคิด สร้าง จินตนาการในความลามกต่างๆ ที่เกิดขึ้น เช่น เมื่อเห็น หนังสือลามกหรือแผ่นซีดี/ดีวีดี ลามก ก็นำมาอ่านมาชม และทำให้เกิดความคิดไปในทางลามกตามมา พูดง่ายๆ ก็คือทำบาปด้วยความคิด นั่นเอง และเมื่อใครหมกมุ่นอยู่กับความคิดลามก ในที่สุดเขาก็จะถูกนำเข้าสู่บาปผิดต่อบัญญัติประการที่หก คือ “อย่าทำลามก” คือเขาจะไปกระทำลามกด้วยกิจการ ด้วยการไปมีเพศสัมพันธุ์กับผู้อื่น เพียงเพื่อสนองความใครของตนเอง หรือไม่ก็กระทำผิดกับตนเองด้วยการสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองเป็นต้น

พี่น้อง ดังที่ได้บอกแล้วว่าบาปลามกนี้มันมาจากสัญชาติญาณที่พระเป็นเจ้าประทานให้ สัตว์โลกทั้งหลาย รวมทั้งมนุษย์ด้วย แต่สำหรับมนุษย์พระองค์ทรงประทานความคิด สติปัญญา และมโนธรรม เพื่อแยกแยะผิดชอบชั่วดี รู้จักบังคับตนเอง... สิ่งนี้จึงทำให้มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐมีความสุขกว่าสิ่งสร้างทั้งหลาย

ดังนั้น มนุษย์จึงต้องใช้สัญชาติญาณนี้ด้วยสำนึกในพระพรความรักของพระเป็นเจ้า คือ ต้องใช้มันด้วยจุดประสงค์แห่งความรักของพระองค์ มิใช่ใช้มันเป็นเพียงวิธีการบำบัดหรือสนองความใคร่เท่านั้น
คำถามที่ตามมาก็คือ “ทำอย่างไร” แน่นอนหลักใหญ่ก็ดังได้กล่าวไปแล้วข้างต้นคือต้องเห็นคุณค่าและเข้าใจจริงๆ ว่ามันเป็นพระพรที่พระเป็นเจ้าประทานให้เรา เราจึงต้องให้คุณค่าและความยิ่งใหญ่แห่งพระพรนี้มิใช้ลดขึ้นลงหรือเพียงแค่ สัญชาติญาณ มิฉะนั้นแล้วเราก็จะไม่ต่างจากพวกสัตว์ทั้งหลายเท่านั้นเอง

สำหรับวิธีการที่จะใช้มันอย่างถูกต้องตามพระประสงค์ของพระเป็นเจ้านั้น จึงเป็นวิธีการที่เราต้องปฏิบัติด้วยความจริงจัง และเต็มใจ พระองค์ทรงมีพระประสงค์ให้ความต้องการหรือความรู้สึกเป็นสุขทางเนื้อหนังใน การมีความสัมพันธุ์เพื่อให้มนุษย์สืบพงศ์พันธุ์ของตน มิใช่มีไว้เพื่อสิ่งอื่น

...มีคู่แต่งงาน สามีภรรยา บางคู่เขาสวดภาวนาโมทนาพระคุณพระเป็นเจ้าเสมอ เมื่อเขาจะมีเพศสัมพันธุ์กัน และทั้งสองคนก็รักกันจริงๆ ไม่ใช่เห็นแก่ตัว เห็นว่าอีกฝ่ายหนึ่งเป็นแค่ผู้ที่จะสนองความต้องการของตนเท่านั้น แต่เขาจะรับและเคารพซึ่งกันและกัน ดูแลกันอย่างดีในฐานะคู่ชีวิตที่พระทรงมอบให้กับเขา เขาไม่เคยนอกใจกัน ให้อภัยกันเสมอ ครอบครัวมีความสุขราบรื่นช่วยกันเลี้ยงดูลูกๆ อย่างดีและที่สำคัญเขามั่นคงในความเชื่อ ความศรัทธาต่อพระเป็นเจ้าจริงๆ

จาก http://www.chiangmaidiocese.org/to/html/news/feb_6.html


-------

ภาพวาดของ The Seven deadly sin (บาปต้น 7 ประการ)

1. ความโลภ ความละโมบ

(http://i23.photobucket.com/albums/b358/natchi/9844ec0f3c8629b4.jpg)


2. ความปารถนาตัณหา โลกีย์

(http://i23.photobucket.com/albums/b358/natchi/796279d5e9453483.jpg)



3. ความอิจฉา ริษยา

(http://i23.photobucket.com/albums/b358/natchi/adcbfae71ca4a2f3.jpg)


เพิ่มรูปภาพ4. ความหยิ่งยะโส จองหอง

(http://i23.photobucket.com/albums/b358/natchi/cd64b6b3c6d625a3.jpg)


5. ความโกรธแค้น

(http://i23.photobucket.com/albums/b358/natchi/e04f7bac267fe0e0.jpg)

6. ความเกียจคร้าน

(http://i23.photobucket.com/albums/b358/natchi/efefacf2e9e60d65.jpg)

7. ความตะกละ

(http://i23.photobucket.com/albums/b358/natchi/fd9cb4c08821408b.jpg)

ภาพจะสื่อถึงบาปแต่ละประการอย่างชัดเจนคะ

ภาพวาดนั้นอาจดูสวย...แต่ความบาปแท้จริงแล้วไม่ได้สวยเลยนะคะ
อย่าทำให้พระเจ้าของเราต้องเคืองพระทัยเพราะความบาปเลยคะ
อย่าให้บาปเหล่านี้ชนะจิตวิญญาณของเราได้เลย
โปรดนำพระเป็นเจ้าของเรามาสวมสู่จิตวิญญาณ เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติพระองค์
และทำตามพระประสงค์ของพระองค์ เพื่อสันติภาพ เอกภาพ บูรณภาพของชาวเรา

ขอพระเจ้าสถิตย์กับท่านคะ
God blessed you

จาก http://www.newmana.com/yabb/index.php?topic=10080.0

เทียน 4 เล่ม (The Four Candles)




เปลวเทียนทั้ง 4 เล่ม ค่อยๆ พลิ้วไหวไปอย่างช้าๆ
บรรยากาศรอบข้าง ช่างแผ่วเบายิ่งนัก
หากเราเงี่ยหูฟัง จะได้ยินเทียนทั้งสี่สนทนากัน...

เทียนเล่มแรก เอ่ย "ฉันคือ สันติภาพ น่าเศร้าเหลือเกิน
ทุกวันนี้ ไม่มีใครอยากให้ฉัน สว่างไสว"

แสงของ "สันติภาพ" ค่อยๆ ริบหรี่ และ ดับไป

เทียนเล่มที่สอง เอ่ย "ฉันคือ ศรัทธา น่าเศร้าหนักหนา
ทุกวันนี้ ไม่มีใครต้องการ"

แสงของ "ศรัทธา" ค่อยๆ ริบหรี่ และ ดับไป

เสียงเอ่ยขึ้นมาอย่างเศร้าใจ เทียนเล่มที่สาม กล่าว "ฉันคือ ความรัก
ฉันไม่เข้มแข็งพอ ที่จะส่องสว่างต่อไป"
"ผู้คนเพิกเฉยและไม่เห็นค่าของฉัน
แม้แต่คนใกล้ชิด พวกเขายังไม่คิดจะเติมรักให้แก่กัน"

ว่าดังนั้น พลัน "ความรัก" ก็ดับไป

ไม่ช้าไม่นาน...เด็กน้อยคนหนึ่งได้เดินเข้ามา
เมื่อพบเทียนสามเล่มดับไป เขาเริ่มร่ำไห้และหลั่งน้ำตา
"ทำไมพวกเธอถึงดับไป พวกเธอต้องสว่างไสวตราบนิรันดร์ไม่ใช่หรือ"

ทันใด เทียนเล่มที่สี่ กระซิบอย่างแผ่วเบา
"อย่ากลัวไปเลยหนูน้อย ตัวฉันนี้คือ ความหวัง ตราบใดที่ฉันยังส่องสว่างอยู่ได้
เทียนสามเล่มนั้น จะกลับมาไม่ช้านาน"


เด็กชายตัวน้อย ตาเป็นประกายด้วยความปิติ
สองมือนั้นค่อยๆ จุด "เทียนแห่งความหวัง" พร้อมกันกับเทียนอีกสามเล่ม

อย่าปล่อยให้ "แสงแห่งความหวัง" ในชีวิตเราดับไป
ไม่ว่าสิ่งต่างๆ จะเลวร้ายหรือแย่สักแค่ไหน
เมื่อเรามี ความหวัง แล้วไซร้...
สันติภาพ ศรัทธา และ ความรัก ก็จะส่องสว่างอยู่ในตัวเราเสมอ


love2 love2 love2 love2 love2

The Four Candles burned slowly.
Their Ambiance was so soft you
could hear them speak...

The first candle said, "I Am Peace, but these days, nobody
wants to keep me lit." Then Peace's flame slowly
diminishes and goes out completely.

The second candle says, "I Am Faith, but these days, I am
no longer indispensable." Then Faith's flame slowly
diminishes and goes out completely.

Sadly the third candle spoke, "I Am Love and I haven't the
strength to stay lit any longer."
"People put me aside and don't understand my
importance. They even forget to love those who are
nearest to them." And waiting no longer, Love goes out
completely.

Suddenly...A child enters the room and sees the three
candles no longer burning. The child begins to cry, "Why
are you not burning? You are supposed to stay lit until the
end."

Then the Fourth Candle spoke gently to the little boy,
"Don't be afraid, for I Am Hope, and while I still burn, we
can re-light the other candles."

With Shining eyes the child took the Candle of Hope and
lit the other three candles.

Never let the Flame of Hope go out of your life.
With Hope, no matter how bad things look and
are...Peace, Faith and Love can Shine Brightly in our lives.


love2 love2 love2 love2 love2

(ที่มา : Forward Mail และ http://campus.sanook.com/inlove/read.php?id=187)

วันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

เศรษฐกิจพอเพียงในโรงเรียน ตะโหมดยกพรุนายขาวเป็นต้นแบบ



เศรษฐกิจพอเพียงในโรงเรียน ตะโหมดยกพรุนายขาวเป็นต้นแบบ [4 ก.พ. 52 - 00:35]
เศรษฐกิจพอเพียง...ตามหลักปรัชญาของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นข้อมูลหนึ่งที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ยกขึ้นเอ่ยในการประชุม เวทีเศรษฐกิจโลก 2009 ณ เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส ซึ่งผู้นำหลายประเทศได้ให้ความสนใจ

ศาสตร์แห่ง แนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ในบ้านเรามีการถ่ายทอดสู่สังคมเป็นวงกว้างแม้แต่สถาบันการศึกษา ก็มีการสอดแทรกเสริมความรู้เพื่อปลูกฝังเด็กและเยาวชนให้เกิดความตระหนัก


อย่างเช่น โรงเรียนบ้านพรุนายขาว ตำบลคลองใหญ่ อำเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง ซึ่งได้ดำเนินการตามแนวปรัชญาฯ จนประสบความสำเร็จเป็นรูปธรรมและได้รับรางวัลจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

อาจารย์เอก อัตตะ ผู้นำ โครงการเกษตรเพื่อชีวิตตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เข้ามาสู่โรงเรียนบ้านพรุนายขาว บอกว่า...ได้แนะนำและสอนให้นักเรียนทุกคน ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ แล้วเอาผลผลิตทางการเกษตรมาแปรรูปไปขายนำรายได้ช่วยเหลือครอบครัว เพื่อ ปลูกฝังค่านิยมที่ดี ในการเรียนรู้ อาชีพการเกษตรพื้นฐาน และฝึกทักษะการปฏิบัติงาน ให้รู้จักหน้าที่รับผิดชอบ ตามรูปแบบของ ยุวเกษตรกร โดยนักเรียนทุก ช่วงชั้นการศึกษาต้องเข้ามามีส่วนร่วม

...เริ่มจาก ปลูกผักสวนครัว ซึ่งเป็นอาหารประจำวันของครอบครัว ให้นักเรียน ช่วงชั้นที่ 1 (ป.1-ป.3) แบ่งเป็น 5 กลุ่ม กลุ่มละ 5 คน โดยกลุ่มที่ 1-2 ช่วยกันปลูก สะระแหน่ ผักชีฝรั่ง ผักน้ำ บัวบก และ ต้นหอม ส่วนกลุ่ม 3-5 ปลูกมะเขือ พริกขี้หนู ตะไคร้ ข่า และ ขมิ้น นักเรียน ช่วงชั้นที่ 2 (ป.3-6) แบ่งนักเรียนเป็น 10 กลุ่ม กลุ่มละ 5 คนเช่นเดิม กลุ่มที่ 1-2 ให้นำหน่อกล้วยมาคนละ 2 หน่อ แล้วปลูกภายในบริเวณรอบๆโรงเรียน หากตายลงก็นำมาปลูกเสริม กระทั่งออกผล ส่วนกลุ่มที่ 3-7 ให้ช่วยกัน ปลูกผักบุ้ง และ ผักกาด จำนวน 8 แปลง และกลุ่ม 8-10 ทำการเลี้ยงปลาดุก ในบ่อพลาสติก จำนวน 300 ตัว ทั้งยังผสมผสานด้วยการเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ซึ่งดัดแปลงมาจากถังเก็บน้ำฝนเดิม (ประหยัดต้นทุน) อีก 4 บ่อ บ่อละ 100 ตัว

อาจารย์เอก อัตตะ บอกอีกว่า สำหรับนักเรียน ช่วงชั้นที่ 3 (ม.1-3) ซึ่งเป็นเด็กที่โตแบ่งออกเป็น 10 กลุ่มกลุ่มละ 4 คน โดยกลุ่มที่ 1-2 ให้รับผิดชอบดูแล โรงเรือนเพาะเห็ด ที่บรรจุไว้จำนวน 200-300 ก้อน ในกลุ่มที่ 3-4 ให้ดูแล โรงเรือนเลี้ยงไก่ ที่มีขนาดกว้าง 9-15 เมตร มีไก่อยู่ 50 ตัว กลุ่มที่ 5 ใช้พื้นที่ว่าง สร้างบ่อกั้นพื้นที่เลี้ยงกบคอนโด จำนวน 80-140 ตัว กลุ่มที่ 6-8 ปลูกผักกูด จำนวน 2 แปลง โดยมีการเตรียมแปลงด้วยตนเอง ขุดหลุมตั้งเสาจำนวน 15 ต้น ใช้สแลนคลุมพื้นที่ นำผักกูดลงแปลงและติดตั้งสปริงเกอร์รดน้ำใช้เวลาประมาณ 6-7 เดือน จึงได้ผลผลิตเก็บไว้กิน ส่วนที่เหลือจึงออกวางจำหน่ายให้กับตลาดใกล้เคียง


และกลุ่มสุดท้าย คือ กลุ่มที่ 9-10 ได้ดำเนินการแปรรูปผลผลิตที่ได้จากทุกๆกลุ่ม เช่น การนำกล้วยมาแปรรูปเป็น กล้วยตากแห้ง, กล้วยฉาบ, มันฉาบ, ผลิตน้ำยาล้างจาน, ทำยาดมพิมเสนน้ำ, สบู่ และน้ำยาสระผมสมุนไพร อีกทั้งยังหาผลผลิตที่ออกมาจากกลุ่มต่างๆเพื่อแปรรูปเป็นสินค้าอื่นๆ ฯลฯ

เด็กหญิงสราญจิตร พูลสวัสดิ์ ตัวแทนนักเรียนโรงเรียนบ้านพรุนายขาว เผยว่า รู้สึกภาคภูมิใจในผลผลิตของเราเป็นอย่างยิ่ง จากการดำเนินงานในโครง-การนี้ ทำให้ได้รับการคัดเลือกเป็น โรงเรียนต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง ของอำเภอตะโหมด สังกัดสำนักงานเขต พื้นที่การศึกษาพัทลุง เขต 2 และได้รับการคัดเลือกจาก สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดพัทลุง เป็น โรงเรียนแกนนำของ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง

ที่ประทับใจอย่างยิ่ง โดยที่ไม่มีวันลืมเลยในชีวิตนี้ คือ ได้เป็น ตัวแทนของโรงเรียนเข้ารับพระราชทานรางวัลฯ ในงาน ชุมนุมยุวเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินระดับประเทศ ณ ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา.

ไชยรัตน์ ส้มฉุน

จาก http://www.thairath.co.th/news.php?section=agriculture&content=122004

วันพฤหัสบดีที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2552

Fw: เรื่องน่าหัด สิ่งที่น่าลอง









เรื่องนี้ได้รับจากคุณกมลธร ครับ..ขอบคุณมากครั

Thank you and Best Regards,


FW: เรื่องโดย พิษณุ นิลกลัด (น่าอ่านมาก)

แง่คิดดีๆ จากชายชราผู้จากไป

พิษณุ นิลกลัด

สัปดาห์สุดท้ายของปี 2548

ผมไปงานสวดและงานเผาศพผู้ชายวัย 81 ปีที่ผมรู้จักเขามายาวนาน 30 ปี
ไม่ใช่ญาติ แต่สนิทนักรักใคร่เสมือนญาติ

ก่อนเสียชีวิตไม่กี่วันเขาสั่งลูกและภรรยาแบบคนไม่ครั่นคร้ามความตายว่า
สวดสามวัน แล้วเผา ไม่ต้องบอกใครให้วุ่นวาย อย่าเศร้า อย่าร้องไห้

ทุกคนต้องมีวันนี้ เพียงแต่เขาอยู่หัวแถวเลยต้องไปก่อน
แล้วลูกเมียก็ทำตามคำสั่ง สวดสามวันเผา

งานสวด 3 คืนมีคนฟังพระสวดคืนละ 14 คนคือเมีย ลูก หลาน
เขย สะใภ้ และผมซึ่งเป็นคนนอก

เป็นงานศพที่มีคนไปร่วมงานน้อยที่สุดเท่าที่ผมเคยไปฟังสวด
วันเผามีเพิ่มเป็น 17 คน สามคนที่เพิ่มเป็นเพื่อนบ้านที่เคยคุยด้วยเกือบทุกเย็นคนหนึ่ง
เป็นแม่ค้าล็อตเตอรี่ที่เคยยืมเงินแล้วไม่มีสตังค์จ่าย
เลยเอาล็อตเตอรี่ทยอยผ่อน ใช้หนี้แทนเงินงวดละสองใบคนหนึ่
และคนสุดท้ายเป็นหญิงที่ผู้ตายเคยผูกปิ่นโตทุกมื้อเย็น

ทั้งสามคนบอกว่าเกือบมาไม่ทันเผา เคราะห์ดีที่แวะไปเยี่ยมที่โรงพยาบาล
เจ้าหน้าที่บอกว่าเสียชีวิตไปแล้ว 3 วัน

หลังฌาปนกิจ พระกระซิบถามเจ้าหน้าที่วัดว่าเจ้าของงานจ่ายเงินค่าศาลาสวด
พระอภิธรรม แล้วหรือยัง
พระท่านคงไม่เคยเห็นงานศพที่มีคนน้อยแบบที่ผมก็รู้สึกตั้งแต่สวดคืนแรก

จริงๆ แล้วผู้ตายเป็นคนค่อนข้างมีสตังค์
ทำงานธนาคารแห่งประเทศไทยจนเกษียณอายุที่ตำแหน่งหัวหน้าหน่วย

แต่ด้วยความที่รักและศรัทธา อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อดีตผู้ว่าการแบงค์ชาติ
จึงดำเนินชีวิตแบบไม่ปรารถนาให้ใครเดือนร้อน แม้กระทั่งวันตาย

ผมสนิทกับเขาเพราะเขามีความฝันในวัยเด็กอยากเป็นนักประพันธ์แบบ ไม้ เมืองเดิม

ที่เขาเคยนั่งเหลาดินสอและวิ่งซื้อโอเลี้ยงให้

เมื่อตัวเองเป็นนักเขียนไม่ได้
พอมาเจอะผมที่เป็นนักข่าวก็เลยถูกชะตาและให้ความเมตตา
การมีโอกาสได้พูดได้คุยกับเขาตามวาระโอกาสตลอด 30 ปี

ทำให้ได้แง่คิดดีๆ มาใช้ในการดำรงชีวิต

วันหนึ่งเขารู้ว่าขโมยยกชุดกอล์ฟของผมไปสองชุดราคา 4 แสนกว่าบาท
เขาปลอบใจผมว่า ' ของที่หายเป็นของฟุ่มเฟือยของเรา
แต่มันอาจเป็นของจำเป็นสำหรับลูกเมียครอบครัวเขา คิดซะว่าได้ทำบุญ จะได้ไม่ทุกข์ '

เขามีวิธีคิด ' เท่ๆ ' แบบผมคิดไม่ได้มากมาย
เป็นต้นว่าสุขและทุกข์อยู่รอบตัวเรา อยู่ที่ว่าเราจะเลือกหยิบเลือกคว้าอะไร
คงเป็นเพราะเขาเลือกคว้าแต่ความสุข

ช่วงปีสุดท้ายของชีวิตเขาต่อสู้กับโรคชรา เบาหวาน หัวใจ ความดัน เกาต์ และไตทำงานเพียง
5 เปอร์เซ็นต์โดยไม่ปริปากบ่น
แถมยัง สามารถให้ลูกชายขับรถพาเที่ยวในวันหยุดสุดสัปดาห์โดยที่ตัวเองต้องหิ้วถุงปัสสาวะ
ไปด้วยตลอดเวลาเนื่องจากไตไม่ทำงาน ปัสสาวะเองไม่ได้

6 เดือนสุดท้ายของชีวิตต้องนอนโรงพยาบาลสามวันนอนบ้านสี่วันสลับกันไป
เวลาลูกหลาน หรือเพื่อนของลูกรวมทั้งผมด้วยไปเยี่ยมที่โรงพยาบาล
เขามีแรงพูดติดต่อกันไม่เกิน 10 นาที

แต่ 10 นาทีที่พูดมีแต่เรื่องสนุกสนานเรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะจากคนไปเยี่ยมไข้

ทุกคนพูดตรงกันว่า ' คุณตาไม่เห็นเหมือนคนป่วยเลย ตลกเหมือนเดิม '
พอแขกกลับ ลูกหลานถามว่าทำไมคุยแต่เรื่องตลก
เขาตอบว่า ' ถ้าคุยแต่เรื่องเจ็บป่วย วันหลังใครเขาจะอยากมาเยี่ยมอีก '

เขาเป็นคนชอบคุยกับผู้คนไม่ว่าจะอยู่บนเตียงคนไข้หรืออยู่บนรถแท็กซี่
บ่อยครั้งที่นั่งรถถึงหน้าบ้านแล้ว แต่สั่งให้โชเฟอร์ขับวนรอบหมู่บ้านเพราะยังคุยไม่จบเรื่อง
แล้วจ่ายเงินตามมิเตอร์ !

4 เดือนสุดท้ายของชีวิตแพทย์ที่รักษาโรคไตมาตั้งแต่สมัยเป็นแพทย์อินเทิร์น
จนกระทั่งเป็นหัวหน้าแผนกแนะนำให้พักรักษาตัวในโรงพยาบาลให้แข็งแรงแล้วค่อยกลับบ้าน
แต่อยู่ได้ 4 วันเขาวิงวอนหมอว่าขอกลับบ้าน หมอซึ่งรักษากันมา 16 ปีไม่ยอม
เขาพูดกับหมอด้วยความสุภาพว่า ' ขอให้ผมกลับบ้านเถอะ ผมอยากฟังเสียงนกร้อง
คุณหมอไม่รู้หรอกว่าคนคิดถึงบ้านมันเป็นอย่างไร เพราะ พอเสร็จงานหมอก็กลับบ้าน '
หมอได้ฟังแล้วหมดทางสู้ ยอมให้คนไข้กลับบ้าน แต่กำชับให้มาตรวจตรงตามเวลานัดทุกครั้ง

1 เดือนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต เขาสูญเสียการควบคุมอวัยวะของร่างกายเกือบทั้งหมด
เคลื่อนไหวได้อย่างเดียวคือกะพริบตา
แต่แพทย์บอกว่าสมองของเขายังดีมาก
เวลาลูก เมียพูดคุยด้วยต้องบอกว่า ' ถ้าได้ยินพ่อกะพริบตาสองที '
เขากะพริบตาสองทีทุกครั้ง !


เห็นแล้วทั้งดีใจและใจหาย
เขายังรับรู้ แต่พูดไม่ได้
นี่กระมังที่เรียกว่าถูกขังในร่างของตนเอง

สิบวันก่อนพลัดพราก ภรรยากระซิบข้างหูว่า ' พ่อสู้นะ '
เขาไม่กะพริบตาซะแล้วทั้งๆ
ที่ก่อนหน้านี้สองเดือนเคยตอบว่า ' สู้ '


เขาสู้กับสารพัดโรคด้วยความเข้าใจโรค สู้ชนิดที่หมอออกปากว่า
' คุณลุงแกสู้จริงๆ '

ตอนที่วางดอกไม้จันทน์ ผมนึกถึงประโยคที่แกพูดกับลูกเมื่อสี่เดือนก่อนว่า

' โรคภัยมันเอาร่างกายของพ่อไปแล้ว อย่าให้มันเอาใจของเราไปด้วย '

' แง่คิดดีๆ จากชายชราที่จากไป ' สอนให้เรารู้ว่า...
เราเกิดมาพร้อมกับจิตใจบริสุทธิ์ และมันสมองมหัศจรรย์
ที่จะสามารถเรียนรู้ แยกแยะเรื่องดีๆ และสิ่งร้ายๆ ในชีวิต
จงใช้โอกาสดีๆ ที่ร่างกายและจิตใจของเรา ยังทำอะไรๆได้อย่างที่สมองสั่ง

จงเรียนรู้ และสร้างประโยชน์สุข ให้กับตนเองและผู้อื่นอย่างพอเพียง
และดำรงชีวิตอย่างพอเพียงทางเศรษฐกิจ

หากทุกๆครั้งที่เรียนรู้ เราล้ม เราพลาด... อาจจะรู้สึกท้อบ้างในบางที
แม้ไม่มีกำลังกายที่จะลุกในทันที ..... แต่ข้อให้มีกำลังใจที่จะสู้ต่อไป

ถ้าเราเรียนรู้...ก็จะทำให้เราพบว่า การล้มหรือพลาดครั้งต่อไป


เราจะไม่เจ็บเท่าเดิม :-)


มหัศจรรย์แห่งชีวิต... หลักคิดจากท่าน ว.วชิรเมธี


มหัศจรรย์แห่งชีวิต... หลักคิดจากท่าน ว.วชิรเมธี



๑. กลัวลูกมีเซ็กส์ในวัยเรียน
?
ไม่อยากให้เกิด ต้องเอาปัญญาใส่ในมือลูก

ให้เงินลูกน้อยๆ ให้ความรู้แก่ลูกมากๆ
ด่าลูกน้อยๆ ให้คำสอนลูกมากๆ

๒.
ไหว้พระขอพรอะไรดี?
(
๑) ขออย่าให้โลภจนหน้ามืด
(
๒) ขออย่าให้โกรธจนทำร้ายตัวเอง
(
๓) ขออย่าให้หลงจนไม่รู้ดีรู้ชั่ว
(
๔) ขออย่าให้ตายในสงคราม ระหว่างคนไทยด้วยกันเอง

๓.
ท้อแท้กับปัญหามากมายทำอย่างไรดีี?
ปลาที่ยังเป็นอยู่
ล้วนเรียนรู้ที่จะว่ายทวนน้ำ
ส่วนปลาตาย มักไหลตามน้ำ
ปัญหาทำให้คนธรรมดาท้อ
แต่ทำให้คนมีปัญญาลุกขึ้นมาแก้ไข

๔.
ทะเลาะกับแฟนจนไม่มีสมาธิทำงาน?
งานส่วนงาน แฟนส่วนแฟน

รู้จักแบ่งเวลาให้งาน
รู้จักแบ่งเวลาให้แฟน
อย่าเสียงานเพราะแฟน อย่าเสียแฟนเพราะงาน


๕. โกรธ!
ถูกเพื่อนนินทา?
โบราณว่าไม่มีใครเตะหมาที่ตายแล้ว

คุณถูกนินทาแสดงว่าคุณยังมีความหมาย

คุณเป็นคนโชคดี จู่ๆ
ก็มีกระจกวิเศษสะท้อนความอัปลักษณ์
ให้เห็นความบกพร่องของตัวเอง


๖.
จับได้ว่าแฟนมีกิ๊กทำอย่างไรดี?
(
๑) ถามตัวเองว่าเราดีกับเขาพอหรือยัง
(
๒) ระหว่างเรากับกิ๊กมีข้อดีข้อด้อยต่างกันตรงไหน
(
๓) ถามแฟนว่าจะเลือกใครก็รีบทำ
ไม่รักฉัน อย่าทำให้ฉันเสียเวลา


๗.
โดนเพื่อนร่วมงานแย่งซีนทำอย่างไร?
เขาแย่งจากเราได้เพียงแค่ซีนและภาพลักษณ์เท่านั้น

แต่เขาไม่สามารถแย่งความรู้และความสามารถไปจากเราได้


๘.
งานเยอะมากทำอย่างไรดี?
(
๑) รู้ว่างานเยอะต้องรีบทำ
(
๒) อย่าดองงานข้ามปีข้ามชาติ
(
๓) เรียงลำดับความสำคัญของงาน
สำคัญก่อนให้รีบทำ สำคัญน้อยค่อยทยอยทำ


๙. ทำงานดี
มีแต่คนริษยา จะรับมืออย่างไร?
โบราณว่า
ไม้ใหญ่ย่อมเจอขวานคม
คนเด่นต้องมีคนด่า คนมีปัญญาจึงมีคนลองดี
คนทำงานดีจึงมีคนริษยา
ปรากฏการณ์เช่นว่านี้
เป็นของธรรมดา ทำงานดีจนมีคนริษยา
ยังดีกว่าทำงานไม่ดี
จึงเป็นได้อย่างดีแค่คนที่คอยริษยา

๑๐. ทำงานแทบตาย
เงินไม่พอใช้ ทำอย่างไรดี?
(
๑) หางานใหม่
(
๒) ลดความต้องการให้น้อยลง อยู่กับความจริงให้มาก
(
๓) บริโภคปัจจัยสี่โดยมุ่งประโยชน์ อย่ามุ่งประดับ
(
๔) ทำบัญชีรายรับรายจ่าย รับมากกว่าจ่ายจึงนับว่ายอด
จ่ายมากกว่ารับนับว่าแย่


๑๑. ถูกนายด่า
อารมณ์เสีย?
คนที่ด่าคนอื่นสะท้อนว่าระบบข้างใจกำลังพัง
คนอารมณ์เสียเพราะถูกด่า
แสดงว่าระบบของตัวเองก็พังตามไปด้วย


๑๒.
ไถ่ชีวิตโคได้บุญมากไหม?
ถ้าไถ่แล้วโคอยู่รอด
คุณได้บุญ
แต่หากไถ่เพื่อทำให้วัดอยู่รอด คุณได้บาป
แทนที่จะไถ่โคกระบือ

คุณควรไถ่ตัวเองให้พ้นจากความโลภ โกรธ หลง
ดีกว่า

๑๓. แฟนติดหนังเกาหลี
ดูทั้งคืนไม่ยอมนอน?
ขอให้คิดว่าอย่างน้อยเธอยังนั่งดูอยู่ในบ้าน
ถึงเธอจะติดหนังเกาหลี
ก็ยังดีกว่าติดผู้ชายขี้หลีที่อยู่นอกบ้าน

๑๔.
ลูกค้าจู้จี้ทำอย่างไรดี?
มีลูกค้าจู้จี้ยังดีกว่าวันทั้งวันไม่มีใครแวะเวียน
ผ่านมาเยี่ยมเยียนถึงในร้าน
ลูกค้าจู้จี้ได้
แต่คุณต้องทำให้เขาประทับใจเอาไว้เสมอ

๑๕.
ไปงานวันเกิดควรได้อะไร?
(
๑) ได้ถามตัวเองว่า เราเกิดมาเพื่ออะไร
(
๒) ได้ถามตัวเองว่า เราเกิดมาจากใคร
(
๓) ได้ถามตัวเองว่า เรากตัญญูต่อผู้ให้กำเนิดแล้วหรือยัง

๑๖.
สวดมนต์บทไหนดี?
(
๑) สวดพุทธคุณเพื่อเตือนว่า จงเป็นผู้ตื่น
(
๒) สวดธรรมคุณเพื่อเตือนว่า
จงเว้นสิ่งที่ควรเว้น จงทำสิ่งที่ควรทำ

(
๓) สวดสังฆคุณเพื่อเตือนว่า พระอรหันต์ที่แท้
คือพ่อกับแม่ที่อยู่ในบ้านของเรานั่นเอง


๑๗.
สามีไม่สนใจธรรมะเลยทำอย่างไรดี?
(
๑) เราควรมีธรรมะให้เขาดู
(
๒) เราควรอยู่ให้เขาเห็น
(
๓) เราควรสงบเย็นให้เขาได้สัมผัส
เนื่องเพราะ หนึ่งการกระทำสำคัญกว่าพันคำพูด


๑๘.
โดนขับรถปาดหน้า โมโหมาก?
(
๑) บอกตัวเองว่าโกรธคือโง่ โมโหคือบ้า ด่าคือมาร ระรานคือบาป
(
๒) เปลี่ยนการด่าเป็นการแผ่เมตตาให้เขาถึงที่หมายโดยปลอดภั
(
๓) เตือนตนไว้ว่า อย่าขับรถปาดหน้าใคร เพราะอาจมีอันตรายรอบด้าน

๑๙.
อยู่ในกลุ่มเพื่อนชอบนินทาจะตีจากดีไหม?
ท่านพุทธทาสกล่าวว่า
คนชอบนินทาคือคนที่ชอบกินของเน่
ถ้าเราร่วมผสมโรงไปกับเขา
แสดงว่าเราเองก็ชอบกินของเน่าไม่เบาเหมือนกัน

๒๐.
ทำไมมักเจอสิ่งที่ไม่ชอบใจอยู่เสมอ?
ผู้รู้บอกว่า ศิลปินอย่าดูหมิ่นศิลปะ
กองขยะดูดีๆ ยังมีศิลป์
ดังนั้น ในสิ่งที่คุณไม่ชอบ ย่อมมีแง่มุมที่คุณชอบอย่างแน่นอน

The Pastor and his son

Good story!!




The Pastor and his son

A good reminder of God's Love.


Every Sunday afternoon, after the morning service at the church, the
Pastor and his eleven year old son would go out into their town and hand
out Gospel Tracts.

This particular Sunday afternoon, as it came time for the Pastor and his
son to go to the streets with their tracts, it was very cold outside, as
well as pouring down rain. The boy bundled up in his warmest and driest
clothes and said, 'OK, dad, I'm ready.'

His Pastor dad asked, 'Ready for what?',
IT,S TIME WE GATHER OUR TRACTS TOGETHER " DAD AND GO OUT"


DAD RESPONDS, SON' IT,S VERY COLD OUTSIDE AND IT,S POURING DOWN RAIN''
The boy gives his dad a surprised look, asking, 'But Dad, aren't people
still going to Hell, even though it's raining?'

Dad answers, 'Son, I am not going out in this weather.' despondently, the
boy ask's, 'Dad, can I go? Please?'

His father hesitated for a moment then said, 'Son , you can go. Here are
the tract s, be careful son.'

'Thanks Dad!'

And with that, he was off and out into the rain. his eleven year old boy
walked the streets of the town going door to door and handing everybody he
met in the street a Gospel Tract.

After two hours of walking in the rain, he was soaking, bone- chilled wet
and down to his VERY LAST TRACT. He stopped on a corner and looked for
someone to hand a tract to, but the streets were totally deserted.

Then he turned toward the first home he saw and started up the sidewalk to
the front door and rang the door bell. He rang the bell, but nobody
answered. He rang it again and again, but still no one answered.. He
waited but still no answer.

Finally, this eleven year old trooper turned to leave, but something
stopped him. Again, he turned to the door and rang the bell and knocked
loudly on the door with his fist. He waited, something holding him there
on the front porch! He rang again and this time the door slowly opened.
Standing in the doorway was a very sad-looking elderly lady.. She softly
asked, 'What can I do for you, son?' With radiant eyes and a smile that
lit up her world, this little boy said, 'Ma'am, I'm sorry if I disturbed
you, but I just want to tell you that *JESUS REALLY DOES LOVE YOU* and I
came to give you my very last Gospel Tract which will tell you all about
JESUS and His great LOVE.'

With that, he handed her his last tract and turned to leave. She called to
him as he departed. 'Thank you, son! And God Bless You!'

Well, the following Sunday morning in church Pastor Dad was in the pulpit.
As the service began, he asked, 'Does anybody have any testimony or want
to say anything?'

Slowly, in the back row of the church, an elderly lady stood to her feet.
As she began to speak, a look of glorious radiance came from her face, 'No
one in this church knows me. I've never been here before. You see, before
last Sunday I was not a Christian. My husband passed on some time ago,
leaving me totally alone in this world. Last Sunday, being a particularly
cold and rainy day, it was even more so in my heart that I came to the end
of the line where I no longer had any hope or will to live.

So I took a rope and a chair and ascended the stairway into the attic of
my home. I fastened the rope securely to a rafter in the roof, then stood
on the chair and fastened the other end of the rope around my neck.
Standing on that chair, so lonely and brokenhearted I was about to leap
off, when suddenly the loud ringing of my doorbell downstairs startled me.
I thought, 'I'll wait a minute, and whoever it is will go away.' I waited
and waited, but the ringing doorbell seemed to get louder and more
insistent, and then the person ringing also started knocking loudly. I
thought to myself again, 'Who on earth could this be? Nobody ever rings my
bell or comes to see me.' I loosened the rope from my neck and started for
the front door, all the while the bell rang louder and louder.

When I opened the door and looked I could hardly believe my eyes, for
there on my front porch was the most radiant and angelic little boy I had
ever seen in my life. His SMILE, oh, I could never describe it to you! The
words that came from his mouth caused my heart that had long been dead, TO
LEAP TO LIFE as he exclaimed with a cherub-like voice, ' Ma'am, I just
came to tell you that JESUS REALLY DOES LOVE YOU.' Then he gave me this
Gospel Tract that I now hold in my hand.

As the little angel disappeared back out into the cold and rain, I closed
my door and read slowly every word of this Gospel Tract. Then I went up to
my attic to get my rope and chair. I wouldn't be needing them any more.

You see---I am now a Happy Child of the KING. Since the address of your
church was on the back of this Gospel Tract, I have come here to
personally say THANK YOU to God's little angel who came just in the nick
of time and by so doing, spared my soul from an eternity in hell.'

There was not a dry eye in the church. And as shouts of praise and honor
to THE KING resounded off the very rafters of the building, Pastor Dad
descended from the pulpit to the front pew where the little angel was
seated.

He took his son in his arms and sobbed uncontrollably. Probably no church
has had a more glorious moment, and probably this universe has never seen
a Papa that was more filled with love & honor for his son... Except for
One.

Our Father also allowed His Son to go out into a cold and dark world. He
received His Son back with joy unspeakable, and as all of heaven shouted
praises and honor to The King, the Father sat His beloved Son on a throne
far above all principality and power and every name that is named.

Blessed are your eyes for reading this message.

Don't let this message die, read it again and pass it to others. Heaven is
for His people! Remember, God's message CAN make the difference in the
life of someone close to you.

Please share this wonderful message...

'Faith is the affirmation and the act that bids eternal truth be present
fact.' - Coleridge

Just 3 Words

Three things in life that, once gone, never come back -
1. Time
2. Words
3. Opportunity

Three things in life that can destroy a person -
1. Anger
2. Pride
3. Unforgiveness

Three things in life that you should never lose-
1. Hope
2. Peace
3. Honesty

Three things in life that are most valuable -
1. Love
2. Family & Friends
3. Kindness

Three things in life that are never certain -
1. Fortune
2. Success
3. Dreams

Three things that make a person -
1. Commitment
2. Sincerity
3. Hard work

Three things that are truly constant -
Father - Son - Holy Spirit

I ask the Lord to bless you, as I pray for you today. God's love is
always with you, God's promises are true. And when you trust in him God
sees his son Jesus alive in you. In Jesus' Name. Amen

Pass this along to People you want God to Bless - I just did!
THE FISHING POLE

Fw: นิทาน ของ ดร.อาจอง ให้คติดี

แด่ความสุขที่หาได้ไม่ยาก … .


นิทานเรื่อง 'ตะเกียงวิเศษ'
โดย ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา

กาลครั้งหนึ่งมีชายหนุ่มคนหนึ่งขุดพบตะเกียงเก่าแก่อันหนึ่ง ในขณะที่เขากำลังทำสวนอยู่ พอเขาเอามือถูตะเกียง


ก็ปรากฏว่ามีควันออกมาจากตะเกียง แล้วกลายเป็นยักษ์ตัวใหญ่ ยักษ์ตนนั้นพูดกับชายหนุ่มว่า
' ขอบใจที่ได้ช่วยให้ฉันเป็นอิสระ ฉันจะตอบแทนท่านโดยรับใช้ท่าน ท่านจะใช้อะไรฉันก็ได้ แต่มีข้อแม้ว่า


เมื่อไรที่ท่านหยุดใช้ฉัน ฉันก็จะกินท่าน'

ชายหนุ่มก็ตกลงเพราะเขาเห็นว่าการมีคนรับใช้เป็นเรื่องที่ดี และเขาก็มั่นใจว่า เขาจะใช้ยักษ์ตนนี้ให้ยุ่งอยู่ตลอดเวลาได้


ดังนั้นเขาจึงตอบตกลง ยักษ์นั้นจึงถามว่า 'นายต้องการให้ฉันรับใช้เรื่องใดบ้าง แต่อย่าลืมนะถ้านายหยุดใช้ฉันเมื่อใด ฉันก็จะกินนาย'


ชายหนุ่มคนนั้นตอบว่า ' ฉันต้องการวังหลังหนึ่งเพื่อฉันจะได้เข้าไปอยู่'

ทันใดนั้นยักษ์ก็เนรมิตวังหลังหนึ่งได้ ชายหนุ่มตกใจเพราะเขานึกว่า ยักษ์คงใช้เวลาสักปีกว่าจะสร้างวังเสร็จ


ทีนี้เขาต้องคิดอย่างรวดเร็วว่าจะขอให้ยักษ์ทำอะไรต่อไปดี เขาบอกยักษ์ให้ ' สร้างถนนกว้างๆ ไปถึงหน้าวัง'


ทันใดนั้นถนนก็ปรากฏอยู่ต่อสายตาเขา ' ฉันต้องการสวนล้อมรอบวัง' เขาสั่งต่อไป

ทันทีความต้องการของเขาก็ปรากฏต่อหน้าเขา 'ฉันต้องการ.....' เขาก็ขอไปเรื่อยๆ แต่เขาเริ่มต้นวิตกว่าอีกไม่ช้าเขาก็จะขอจนหมดแล้ว


และอีกอย่างเขาคงเข้าไปอยู่ในวังอย่างผาสุกไม่ได้ เพราะเขาต้องคอยมานั่งสั่งยักษ์ให้ทำงานตลอดเวลา

ในที่สุดเขาก็คิดหาทางออกได้ เขาขอให้ยักษ์สร้างเสาต้นหนึ่งให้สูงสุด ซึ่งยักษ์ก็เนรมิตให้ทันทีทันใด


เขาขอให้ยักษ์ปีนเสาต้นนี้ช้าๆ ไปถึงยอดแล้วให้ปีนลงมาช้าๆ เช่นกัน พอถึงพื้นก็ให้ปีนขึ้นไปบนยอดใหม่อีกครั้ง


แล้วให้ปีนขึ้นปีนลงเช่นนี้ตลอดเวลาไม่ให้หยุดเลย

ยักษ์ตนนั้นก็เลยต้องปีนขึ้นปีนลงตลอดเวลาตามคำสั่งของนาย
ชายหนุ่มจึงเริ่มหายใจได้ทั่วท้อง ขณะนี้เขาปลอดภัยแล้ว ชายหนุ่มมีเวลาที่จะเข้าไปอยู่ในวังอย่างมีความสุขตั้งแต่นั้นมา
ยักษ์ตนนี้เปรียบเสมือนความคิดและจิตใจของเรา ถ้าเรารู้จักใช้ความคิดของเรา และควบคุมความคิดของเราให้ดี


เราจะได้รับผลดีจากความคิดของเรา



ถ้าเราต้องการจะทำอะไรให้ดีให้ถูกต้อง เราต้องควบคุมจิตใจของเราให้สงบเหมือนกับชายหนุ่มในนิทานที่


สามารถ ควบคุมยักษ์ตนนั้นได้ และ สามารถ ทำให้ความต้องการของเขาลุล่วงสำเร็จได้

ถ้าเราควบคุมความคิดของเราไม่ได้ มันจะสร้างปัญหาให้กับเรา เราจะเริ่มต้นนั่งคิดว่าจะไปซื้ออะไร จะไปกินอะไรดี


หรือจะไปเที่ยวไหนดี ฯลฯ ความต้องการจะครอบคลุมจิตใจของเรา ครอบคลุมอารมณ์ของเรา


เราจะหวั่นไหวต่อความโลภ ความโกรธและความอิจฉา เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นถ้าเราไม่รู้จักควบคุมความคิดของเรา


เช่นเดียวกับยักษ์ตนนั้นที่ข่มขู่ชายหนุ่มตลอดเวลา

เราต้องควบคุมความคิดของเราตลอดเวลา ชายหนุ่มคนนี้ใช้ให้ยักษ์ปีนขึ้นลงที่เสาสูงต้นนั้น


เราก็ สามารถ ใช้ลมหายใจเข้าออกของเราซึ่งอยู่กับเราตลอดเวลานั้นเป็นเสาสูงแทน



หมายเหตุ :: นิทานเรื่องตะเกียงวิเศษนี้ คัดมาจากหนังสือวิทยาศาสตร์ของการฝึกจิตของ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา


------------ --------- --------- --------- --------- --------- --------- --------- --------- --------- --------- --------- --------- ----


เรื่องที่ 2

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเศรษฐีคนหนึ่งเป็นคนเจ้าอารมณ์ และมักจะปวดศีรษะอยู่เป็นประจำ
เขาได้ประกาศว่าจะให้รางวัลอย่างงามแก่คนที่ สามารถ รักษาอาการปวดศีรษะของเขาได้
หลายคนรวมทั้งหมอที่เชี่ยวชาญต่างก็มาเสนอแนะวิธีรักษาโรคปวดศีรษะของเศรษฐีผู้นี้ แต่ไม่มีใคร สามารถ ทำให้เขาดีขึ้นได้
อยู่มาวันหนึ่ง มีฤๅษีคนหนึ่งมาเยี่ยมท่านเศรษฐี เศรษฐีได้บอกเกี่ยวกับโรคประจำตัวของเขาให้ฤๅษีทราบ


ฤๅษีจึงบอกกับท่านเศรษฐีว่า ' โธ่เอ้ยวิธีรักษาอาการปวดหัวของเจ้ามันง่ายนิดเดียว
นั่นก็คือเจ้าจะต้องมองทุกอย่างให้เป็นสีเขียวตลอดเวลาแล้วอาการโรคของเจ้าจะหายไป'

เศรษฐีดีใจมากและคิดว่าสิ่งที่ฤๅษีแนะนำเขานั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายมาก
วันรุ่งขึ้นท่านเศรษฐีจึงจ้างช่างทาสี หลายร้อยคน มาช่วยกันทาสีของหมู่บ้านให้เป็นสีเขียวทั้งหมด
นอกจากนี้ด้วยความที่รวยมาก ยังซื้อเสื้อผ้าให้กับคนในหมู่บ้านทุกคนใส่
ในตอนนี้ไม่ว่าท่านเศรษฐีมองไปทางใดก็จะเป็นสีเขียวตลอดเวลาตามคำแนะนำของฤๅษี
อาการปวดศีรษะของเขาก็เริ่มดีขึ้นๆ เขาเริ่มเป็นคนยิ้มง่ายและมีความสุขมากขึ้น

สองสามเดือนถัดมา ท่านฤๅษีได้ กลับมาเยี่ยมเศรษฐีอีกครั้งหนึ่
แต่ก็ต้องเผชิญกับช่างทาสีคนหนึ่งซึ่งร้องตะโกนว่า
' หยุด หยุด ท่านเข้ามาในหมู่บ้านนี้ในชุดนี้ไม่ได้ เดี๋ยวผมจะทาสีท่านให้เป็นสีเขียวก่อน'
ฤๅษีก็รีบวิ่งและหนีเข้าไปในบ้านของเศรษฐีได้ในที่สุด
ฤๅษีได้พบกับเศรษฐีในบ้านและตำหนิว่า
' ทำไมเจ้าถึงเสียเงินทองและ เวลามากมาย เพื่อเปลี่ยนสิ่งต่างๆรอบตัวเจ้าเล่า
เราไม่ได้บอกให้เจ้าไปเที่ยวทาสีทุกอย่างให้เป็นสีเขียวเลย
เจ้าเพียงแค่สวมแว่นตาสีเขียวเท่านั้น เจ้าก็จะมองเห็นทุกสิ่งรอบตัวเป็นสีเขียวแล้ว'

หากเราต้องการเปลี่ยนสิ่งแวด ล้อมรอบตัว
เราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทุกคนหรือทุกอย่าง
เราเพียงแต่เปลี่ยนตัวของเราเองก่อน
แล้วเราจะพบว่าทุกสิ่งรอบตัวของเราก็จะเปลี่ยนไปด้วยเช่นกั

เรื่องจาก การพัฒนาศักยภาพอย่างสมบูรณ์
โดย ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา


------------ --------- --------- --------- --------- --------- --------- --------- --------- --------- --------- --------- --------- ----


เรื่องที่ 3

+++... หาความสุขได้ที่ไหน...+++

ในตอนกลางดึกมีหญิงชราคนหนึ่งกำลังคลำหาอะไรอยู่สักอย่างรอบๆเสาไฟฟ้าข้างถนน
สักครู่หนึ่งมีหนุ่มสาวกลุ่มหนึ่งเดินผ่านมา
เห็นหญิงชราผู้นั้นกำลังคลำหาอะไรอยู่
เลยถามขึ้นว่า ' ยาย..ยาย ยายกำลังหาอะไรอยู่ ?'

หญิงชราผู้นั้นตอบว่า ' ยายกำลังหาเข็มเย็บผ้าอยู่ ยายทำตกหายไป
ช่วยยายหาหน่อยซิ'
พวกหนุ่มสาวกลุ่มนั้นจึงช่วยกันหาทั่วไปหมด แต่ก็หาไม่เจอ
ในที่สุดพวกเขาก็สงสัยจึงถามยาย

' ยาย..ยาย..ยายทำเข็มเย็บผ้าหล่นหายไปที่ ไหน'
ยายตอบว่า ' ยายกำลังเย็บผ้าอยู่ในห้องยาย แล้วก็ทำเข็มเย็บผ้าหล่นหายไป
แต่ห้องยายมันมืด ยายมองไม่ค่อยเห็น
ยายก็เลยออกมาที่ถนนเพราะมีแสงสว่างจากไฟฟ้า
'... พอพวกหนุ่มสาวกลุ่มนั้นได้ยินเช่นนั้นก็เลยหัวเราะ แล้วเดินหนีไป

เมื่อเราทำของหาย เราก็ต้องไปหาในที่ๆเราทำหาย
มันจะมีประโยชน์อะไรที่จะไปหาที่อื่น
เช่นเดียวกัน เมื่อเราแสวงหาความสุข
เราก็ต้องหาในจุดที่เราได้สูญเสียความสุขไป
มันจะมีประโยชน์อะไรที่จะหาความสุขที่ไนต์คลับ หรือสถานเริงรมย์ต่างๆ
หรือไปหาที่ประเทศนั้นประเทศนี้ หรือไปหาที่คนอื่น

ความสุขของเราได้สูญหายไปจากตรงไหน ?
คำตอบก็คือ เราได้ทำหายไปจากใจของเรา ได้สูญเสียความสุขจากตัวเรา
จากใจเรา ดังนั้น เราก็ต้องแสวงหาความสุขที่จุดนั้น คือ ในต ัวเรา

แหล่งที่มา : จาก ' แนวทางสู่ความสุข' โดย ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา


------------ --------- --------- --------- --------- --------- --------- --------- --------- --------- --------- --------- --------- ----



เรื่องที่ 4

มีสามีภรรยาคู่หนึ่งทุกๆ เช้า ภรรยาจะแอบมองดูเพื่อนบ้านจากหน้าต่างชั้นบน และวิ่งกลับมารายงานให้สามีฟัง
' เพื่อนบ้านเรานี่ซักผ้าไม่เป็นเลย เสื้อผ้าสกปรกเหลือเกิน ไม่รู้ใช้ผงซักฟอกยี่ห้ออะไร หรือใช้วิธีซักอย่างไร'
สามีก็ตอบว่า 'อย่าไปสนใจคนอื่นเขาเลย เราซักผ้าของเราให้สะอาดก็แล้วกัน'
แต่ภรรยาก็แอบไปดูเพื่อนบ้านจากหน้าต่างข้างบนบ้าน และวิ่งกลับมางานสามีทุกเช้า ' เสื้อผ้าของเขาสกปรกอีกแล้ว'

อยู่มาวันหนึ่งภรรยาวิ่งลงมารายงานสามีด้วยความแปลกประหลาดใจ ' ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าวันนี้เกิดอะไรขึ้น เสื้อผ้าของเขาขาวสะอาด


อยากรู้เหลือเกินว่าเขาเปลี่ยนมาใช้ผงซักฟอกอะไร หรือใช้วิธีใดซักผ้า'

สามีหัวเราะแล้วกล่าวว่า 'นี่ฉันรำคาญเธอเหลือเกิน เมื่อเช้านี้ฉันตื่นแต่เช้ามืดและไปเช็ดกระจกหน้าต่างให้สะอาด


ก่อนหน้านี้ กระจกมันสกปรก เธอมองออกไปก็เห็นแต่ความสกปรก'

' ทุกข์ ' หรือ ' สุข ' นั้น จิตใจเป็นตัวกำหนด แต่ถึงอย่างนั้น ผิด ชอบ ชั่ว ดี ก็ยังถือเป็นภาระทางจริยธรรมของเราอยู่มิใช่หรือ
ที่สำคัญ ... (ถ้าจำไม่ผิด) หากเช็ดหน้าต่างแล้วนะคะ ถึงจะไม่สะอาดเอี่ยม แต่ก็เพียงพอที่แสงจะลอดผ่าน