วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

หัวข้อ: ชีวิตยังมีทิศตะวันออก...



บ่อยครั้งที่ชีวิตผิดพลาด..ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็แล้วแต่
เรามักจะเอาสมาธิไปจดจ่ออยู่กับความผิดพลาดนั้น
ซ้ำเติมตัวเองให้ทุกข์...ให้เสียใจ...
และพยายามจะสร้างคำถามเพื่อค้นหาคำตอบให้ตัวเองอยู่เสมอ

ทั้งๆ ที่เราก็รู้ว่าคำตอบที่สร้างขึ้นมานั้น มัน "ไม่ใช่ความจริง"...
ที่จะทำให้เราหลุดพ้นจากความเสียใจนั้นได้เลย...

เราจึงยอมติดกับดักความเสียใจอย่างถอนตัวไม่ขึ้น
และกลายเป็นทาสของมันอย่างรู้ตัว...

รู้ว่าเสียใจแต่ก็ไม่ทำให้อะไรมันดีขึ้นมา
และเราก็ไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขอดีตได้
แต่ทำไมเรายังเป็นทุกข์กับการเลือกที่จะเสียใจ
และทำชีวิตให้มันแย่ลงกว่าเดิมทุกวันๆ...

ทั้งๆ ที่ก็รู้ว่ารสชาติของมันสุดแสนจะขมขื่นมากมายเพียงใด

เพราะ " เราเริ่มต้นใหม่ไม่เป็น"...
เราเลยยังทุกข์ระทมไปกับความผิดพลาดของชีวิต

สิ้นสุดแล้วแต่ก็เริ่มต้นใหม่ไม่ได้...
ไปไม่เป็น...เหมือนจะมองเห็นทาง...

แต่ก็เลือกที่จะปิดหู ปิดตา และไม่พยายามจะเปิดใจ
เราจึงต้องอยู่กับความเศร้าเสียใจอยู่ทุกคืนทุกวัน
ตอกย้ำความผิดพลาดให้ตัวเองอยู่อย่างนั้น...

ลองมองดูวิถีดอกทานตะวันบ้างสิ..ชีวิตมีแต่ความเบิกบาน
เพราะรู้จักที่จะใช้ชีวิตไปพร้อมๆ กับแสงตะวัน
แสงสว่างที่ส่องนำทางให้ชีวิตทุกชีวิต..."ยังคงมีชีวิต"...

แม้ยามที่ดอกทานตะวันร่วงโรย...
ก็ยังคงทิ้งเมล็ดพันธุ์ให้เจริญเติบโต...
งอกงามและรับแสงตะวันได้ใหม่อีกครั้ง

เพราะฉะนั้นเราต้องไม่ปิดตัวเอง...
แล้วจมอยู่กับความคิดที่ว่าชีวิตต้องเริ่มต้นใหม่ไม่ได้

อย่าทำร้ายตัวเองด้วยการเศร้าเสียใจ...
แล้วปล่อยให้ชีวิตมันไหลไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีคุณค่าและไร้จุดมุ่งหมาย...

จงใช้ชีวิตให้เป็นดั่งเช่นดอกทานตะวัน...
แม้ยามผิดพลาด เสียใจ ก็จะมีทางออกของชีวิตเสมอ

อับจนหนทางอย่างไร แสงสว่างจากดวงตะวัน
ก็จะคอยส่องทางให้เราได้พบเจอทางออก

"ชีวิตเราจึงมีทางออก ตราบใดที่บนโลกใบนี้ยังมีทิศตะวันออก"...

แม้ว่าชีวิตจะยังมืดมน จะยังคงจมอยู่กับความผิดพลาด เศร้าใจ
ก็จงเศร้าให้ถึงที่ สุด เสียใจ ก็จงเสียใจเสียให้พอ

หากยังร้องไห้ ขอให้ระบายน้ำตาออกมา อย่ากักเก็บมันไว้ ...
เมื่อเราเสียใจอย่างถึงที่สุดแล้ว เราต้องกล้าลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเอง
และพร้อมที่จะเป็นคนใหม่ ที่ใช้บทเรียนจากอดีต...
เป็นเหมือนเข็มทิศคอยช่วยบอกทางแก่ชีวิต เพราะ...

" ความเศร้านั้นมีข้อดีข้อเสียในตัวมันเอง
ข้อเสียคือทำให้เราโศกาอาดูร
แต่ข้อดีของมันคือ...
สอนให้เรารู้ว่าเราจะไม่ผิดพลาดตรงนี้อีก
เราจะต้องไม่ร้องไห้ให้กับมันอีก..."

ใครบางคนเคยบอกเอาไว้ตอนที่เสียใจกับความผิดพลาดของชีวิต...
เพราะฉะนั้นแล้วเกิดเป็นคน มีความรู้สึกรู้สาเหมือนกันหมด
สามารถเศร้าเสียใจกับอดีตที่ผิดพลาดได้เหมือนกันหมด
และก็เริ่มต้นใหม่เหมือนกันหมดเช่นเดียวกัน...

ขอเพียงกล้าที่จะเป็นนกปีกหักที่พร้อมจะรักษาตัวเอง
และออกเดินทางได้โดยไม่กลัวว่าหนทางข้างหน้า...
จะผิด พลาดซ้ำสอง อย่าลืมนะว่า ...

" เรามีโอกาสผิดพลาดได้บ่อยครั้งเท่าไหร่ เราก็เดินถูกทางมากขึ้นเท่านั้น..."

from my email :)

"คนแรกที่รักคุณ"

เรื่อง: ส่งต่อ: "คนแรกที่รักคุณ"

เเด่ผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งที่ชื่อว่าแม่

เมื่อคุณเกิดมาในโลกนี้ แม่อุ้มคุณไว้ในอ้อมอก คุณขอบคุณแม่ด้วยการเปล่งเสียงร้องไห้
เมื่อคุณอายุ 1 ขวบ
แม่ป้อนข้าวและอาบน้ำให้คุณ คุณขอบคุณแม่โดยการร้องไห้งอแง
เมื่อคุณอายุ 2 ขวบ แม่สอนให้คุณหัดเดิน คุณขอบคุณแม่ด้วยการวิ่งหนีทุกครั้งที่แม่เรียกหา
เมื่อคุณอายุ 3 ขวบ แม่ทำอาหารทุกอย่างให้คุณด้วยความรัก คุณขอบคุณแม่ด้วยการโยนจานลงบนพื้น
เมื่อคุณอายุ 4 ขวบ แม่ให้ดินสอสีแก่คุณ คุณขอบคุณแม่ด้วยการระบายสีเลอะเต็มบ้าน
เมื่อคุณอายุ 5 ขวบ แม่แต่งชุดสวยๆ(หรือหล่อๆ)ให้คุณไปเที่ยว คุณขอบคุณแม่ด้วยการทำชุดเลอะโคลน
เมื่อคุณอายุ 6 ขวบ แม่ไปส่งคุณที่รร. คุณขอบคุณแม่ด้วยการร้องไห้ตะโกนว่า ' ไม่ไป... ไม่ไป... ไม่ไป... ''
เมื่อคุณอายุ 7 ขวบ
แม่ซื้อไอศกรีมให้คุณ คุณขอบคุณแม่ด้วยการทำมันหกเลอะเทอะไปทั่ว
เมื่อคุณอายุ 8 ขวบ แม่ซื้อลูกบอลให้คุณ คุณขอบคุณแม่ด้วยการทำกระจกเพื่อนบ้านแตก
เมื่อคุณอายุ 9 ขวบ แม่สอนให้คุณเล่นเปียโน คุณขอบคุณแม่ด้วยการไม่เคยแม้แต่จะซ้อม
เมื่อคุณอายุ 10 ขวบ
แม่พาคุณไปเรียนพิเศษและพาไปงานวันเกิดเพื่อน คุณขอบคุณแม่ด้วยการกระโดดลงจากรถโดยไม่คิดที่จะหันกลับมามอง
เมื่อคุณอายุ 11 ขวบ แม่พาคุณกับเพื่อนไปดูหนัง คุณขอบคุณแม่ด้วยการขอที่นั่งคนละแถว(หรือขอให้แม่ไม่ต้องดู)
เมื่อคุณอายุ 12 ขวบ แม่เตือนคุณว่าอย่าดูทีวี คุณขอบคุณแม่ด้วยการรอให้แม่ไปข้างนอกแล้วดูต่อ
เมื่อคุณอายุ 13 ปี แม่บอกให้คุณตัดผม คุณขอบคุณแม่ด้วยการด่าแม่ว่า ' แม่นี่...ไม่มีรสนิยมเลย ไม่ต้องกะหนู(ผม)หรอก '
เมื่อคุณอายุ 14 ปี แม่จ่ายเงินซัมเมอร์แคมป์ที่แพงแสนแพงเพื่อให้คุณได้เรียนสิ่งที่ดีๆ คุณขอบคุณแม่ด้วยการไม่เขียนจดหมายหาแม่ซักกะฉบับ

เมื่อคุณอายุ 15 ปี แม่กลับบ้านหลักงานเลิกอยากกอดคุณสักกอด คุณขอบคุณแม่ด้วยการขังตัวเองอยู่ในห้อง
เมื่อคุณอายุ 16 ปี แม่สอนคุณขับรถ คุณขอบคุณแม่ด้วยการขับรถหนีแม่ไป??ที่ยว
เมื่อคุณอายุ 17 ปี แม่จ่ายค่าเรียนกวดวิชา คุณขอบคุณแม่ด้วยการให้แม่ส่งข้างนอกเพื่อจะได้ไม่อายเพื่อน
เมื่อคุณอายุ 18 ปี แม่ร้องไห้ในวันที่คุณจบชั้นมัธยม คุณขอบคุณแม่ด้วยการฉลองยันเช้า
เมื่อคุณอายุ 19 ปี แม่รอโทรศัพท์สายสำคัญ คุณขอบคุณแม่ ด้วยการใช้สายตลอดคืนนั้
เมื่อคุณอายุ 20 ปี แม่ถามว่าคุณมีแฟนรึยัง คุณขอบคุณแม่ด้วยการตอบว่า ' แม่อย่ามายุ่งกะหนู(ผม)เลย '
เมื่อคุณอายุ 21 ปี แม่แนะนำอาชีพของแม่ให้คุณทำในอนาคตของคุณ คุณขอบคุณแม่ด้วยการพูดว่า ' หนู(ผม)ไม่อยากเป็นอย่างแม่ '
เมื่อคุณอายุ 22 ปี แม่อยากกอดคุณในวันรับปริญญา คุณขอบคุณแม่ด้วยการกอดกับเพศตรงข้ามกับคุณ
เมื่อคุณอายุ 23 ปี แม่ซื้ออพาร์ตเม้นท์และเฟอร์นิเจอร์ให้แก่คุณ คุณขอบคุณแม่ด้วยการว่ากับเพื่อนๆลับหลังว่า ' มันช่างเชยและน่าเกลียดเสียนี่กระไร '
เมื่อคุณอายุ 24 ปี แม่บอกให้คุณพาแฟนของคุณมาหาแม่ เมื่อคุณพามา แม่ถามพวกคุณว่าอนาคตวางแผนไว้ว่าอย่างไร คุณขอบคุณแม่ด้วยการจ้องเขม็งและพูดว่า ' แม่จะมายุ่งอะไรกะหนูอีกเนี่ย '
เมื่อคุณอายุ 25 ปี ( สำหรับผู้ชาย)แม่ช่วยออกค่าสินสอดให้กับคุณ และบอกกับคุณว่าแม่รักคุณมากขนาดไหน คุณขอบคุณแม่ด้วยการพูดว่า ' อายคนอื่นเขาน่า แม่ '
( สำหรับผู้หญิง)แม่ช่วยออกค่าใช้จ่ายในงานแต่งงานให้คุณ และบอกว่าแม่รักคุณมากขนาดไหน คุณขอบคุณแม่ด้วยการพูดว่า ' หนูอยากไปอยู่ต่างประเทศเพื่อจะได้สวีทกับแฟนโดนไม่มีแม่ '
เมื่อคุณอายุ 30 ปี
แม่โทรมาหาและแนะนำวิธีเลี้ยงเด็ก คุณขอบคุณแม่โดยการบอกว่า ' สมัยนี้มันเปลี่ยนไปแล้วล่ะค่ะแม่ '
เมื่อคุณอายุ 40 ปี
แม่โทรมาชวนคุณไปงานวันเกิดญาติ คุณขอบคุณแม่และญาติว่า ' ตอนนี้ไม่ว่างเลย '
เมื่อคุณอายุ 50 ปี
แม่ชราและไม่สบาย อยากให้คุณดูแล คุณขอบคุณแม่ด้วยการบอกว่า ' มันเป็นภาระนะแม่ หนูมีงานอีกเยอะแยะ '
และแล้ววันหนึ่ง
แม่จากคุณไปอย่างสงบ และทุกอย่างที่คุณไม่เคยทำมาก่อน จะเหมือนฟ้าผ่าในใจคุณ
โปรดใช้เวลาสักนิด แสดงออกถึงความลึกซึ้งแด่ ' แม่ '
ไม่มีอะไรมาแทนแม่ได้ แม้ว่าบางคราวแม่จะไม่ใช่คนที่เข้าใจคุณมากที่สุด หรือเห็นด้วยกับคุณ แต่ก็คือ ' แม่ ' ของคุณ และเชื่อได้ว่าจะทำทุกอย่างเพื่อคุณ รับฟังคุณ ความกังวลของคุณ
ลองถามตัวเองดู คุณมีเวลาที่จะฟังความเศร้า ความกังวลใจไม่ว่าจากการงาน จากงานบ้าน หรือจากงานในครัวของแม่ไหม คุณเคยนึกถึงความทุกข์ของแม่ที่ต้องทำทุกอย่างเพื่อคุณและทุกคนไหม
รักแม่ให้มาก แม้ว่าจะคิดเห็นแตกต่างการ เพราะเมื่อแม่จากไป จะเหลือเพียงความเสียใจและความทรงจำเท่านั้น

อย่าเพิกเฉยกับคนที่ใกล้หัวใจคุณที่สุด รัก ' แม่ ' ให้มากกว่ารักตัวเอง แสดงให้แม่รู้ว่าคุณก็ ' รัก ' ก่อนที่จะทำได้เพียงบอกรักกับ ' รูป ' ของแม่เท่านั้น
ถ้าใครเป็นคนที่รัก 'แม่' ให้รีบแสดงความรักของคุณที่มีกับคุณพ่อคุณแม่ ให้ท่านได้รับทราบ

แล้วคุณจะโชคดี............ ....... :)

From my email :)

วันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

'อาคารอเนกประสงค์' ปัญญาภิวัฒน์ ต้นแบบอาคารกรีน บิวดิ้งแห่งแรกของไทย






คอนเซปต์เรื่องลดโลกร้อนถูกนำมาใช้ในแทบทุกวงการ แน่นอนว่าโครงการพัฒนาทางด้านอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นสิ่งก่อสร้างที่มีอายุ การใช้งานยาวนานย่อมต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ที่กำลัง เกิดขึ้นด้วยเช่นกัน

คำว่า “กรีน บิวดิ้ง” ถูกนำมาใช้กับอาคารที่สร้างขึ้นโดยยึดหลักความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเป็น อันดับแรก และหนึ่งในนั้นก็คือ “อาคารอเนกประสงค์” จำนวน 3 ชั้น บนพื้นที่การใช้งาน 5,470 ตารางเมตรของสถาบันเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ ซึ่งเพิ่งคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 จากโครงการ อิเมอร์สัน คัพ 2008 (Emerson Cup 2008) ในฐานะเป็นอาคารประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เอาชนะคู่แข่งจากอินเดียและโซนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกกว่า 40 อาคาร

การเอาชนะคู่แข่งจนเป็นหนึ่งใน 5 โครงการที่ได้รับรางวัล โดยรายล้อมไปด้วยโครงการจากอินเดียประเทศเจ้าภาพอีก 4 รางวัลนั้น เป็นเพราะอาคารหลังที่ว่าไม่เพียงแค่ประหยัดพลังงานด้วยการนำเทคโนโลยีอัน ทันสมัยมาช่วยเท่านั้น แต่มีการวางแผนเพื่อสร้างให้เป็นอาคารประหยัดพลังงานอย่างแท้จริงตั้งแต่การ ออกแบบ

นั่นจึงทำให้ต้องให้ความสำคัญตั้งแต่การจัดวางอาคารให้เหมาะสมกับทิศทางของ ลมและแสงแดด ขณะที่ผนังอาคารด้านทิศตะวันตกและตะวันออกจะทำเป็นผนังทึบเพื่อแก้ปัญหาความ ร้อนจากแสงแดด นอกจากนี้ยังมีการใช้วัสดุเพื่อช่วยห่อหุ้มอาคารอีกชั้นหนึ่งเพื่อกันความ ร้อนที่จะเข้าสู่ตัวอาคารแต่ปล่อยให้แสงสว่างผ่านเข้ามาได้

สภาพแวดล้อมภายนอกก็มีส่วนช่วยในการลดอุณหภูมิด้วยเช่นกัน บริเวณรอบ ๆ ของสถาบันฯ จึงมีการปลูกต้นไม้ทั้งขนาดเล็กและใหญ่ไว้จนทั่ว ส่วนระบบบำบัดน้ำเสียจะทำให้สามารถนำน้ำกลับมาใช้สำหรับรดน้ำต้นไม้ทั้งหมด ได้อย่างไม่สูญเปล่า

“การก่อสร้างอาคารสถาบันฯ เป็นความตั้งใจของซีพี ออลล์ที่จะสร้างความสมดุลและนี่จะเป็นต้นแบบอาคารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นวิทยาทานให้กับผู้ที่ต้องการเข้ามาเรียนรู้ตัวอย่างงานออกแบบก่อ สร้างกรีน บิวดิ้งด้วย โดยเรายึดหลัก 3 ประการคือ ดีกับโลกคือไม่สร้างมลพิษและ ไม่ใช้พลังงานมาก ดีกับเขาคือสังคมรอบข้างมีความสุข และดีกับเราคือประหยัดค่าใช้จ่ายทั้งในระยะสั้นและระยะยาว” วิเชียร จึงวิโรจน์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ระบุ

ตามมาตรฐานการให้คะแนนเกี่ยวกับประสิทธิภาพในการใช้พลังงานของอาคารในประเทศ ต่าง ๆ ของ Leadership in Energy and Environment Design (LEED) หนึ่งในมาตรฐานที่นิยมใช้ในการจัดอันดับกรีน บิวดิ้งและใช้ในการเปรียบเทียบอาคารต่าง ๆ ทั้งในแง่ของการออกแบบก่อสร้าง การใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมนั้น มีเกณฑ์การพิจารณาอาคารที่จะได้รับการรับรองว่า

นอกจากจะต้องประหยัดพลังงาน ใช้น้ำน้อย ช่วยลดความร้อน ด้วยการใช้สีแล้ว ยังตั้งอยู่ในทำเลที่เดินทางสะดวกสบาย และมีการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่จะช่วยรักษาสภาพแวดล้อมมาใช้ควบคู่กันไปด้วย

และนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ซีพี ออลล์เลือกที่จะใช้ระบบปรับอากาศแบบ VRF (VariableRefrigerant Flow) ระบบปรับอากาศที่ปรับค่าความเย็นได้ ที่ใช้เทคโนโลยีโคปแลนด์ดิจิตอลสโครล (Copeland Digital ScrollTM) แทนที่จะใช้ระบบปรับอากาศแบบชิลเลอร์ที่ระบายความร้อนด้วยอากาศแบบที่ใช้กัน อยู่ทั่วไป เพราะไม่เพียงสามารถควบคุมอุณหภูมิให้คงที่ได้ถึง +-0.5 องศาเซลเซียสเท่านั้น แต่ยังช่วยประหยัดไฟได้ถึงร้อยละ 30 และมีระยะเวลาในการคืนทุนภายใน 5 ปี

การให้ความสำคัญกับระบบปรับอากาศเป็นเพราะโดยเฉลี่ยแอร์จะใช้พลังงานคิดเป็น สัดส่วนร้อยละ 50-70 ของการใช้พลังงานอาคารทั้งหมด แม้ว่าการลงทุนในระบบปรับอากาศนี้จะอยู่ที่ตันละ 5-6 หมื่นบาทมากกว่าแบบสปริตไทพ์ที่เหมาะสมกับการใช้งานในจุดเล็ก ๆ มากกว่าเท่าตัวก็ตาม แต่หากมองในระยะยาวและผลลัพธ์ที่มีต่อสภาพแวดล้อมจะได้รับแล้วยังไงก็คุ้ม ค่ากว่าแน่นอน.

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2552 ที่มา : article@dailynews.co.th

วันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ภาพวาดของ The Seven deadly sin (บาปต้น 7 ประการ)


"บาปอุลามก Lust"
พระหฤทัยสาร (อาทิตย์ที่ 5 เทศกาลมหาพรต)




ดังที่ได้เกริ่นไว้เมื่ออาทิตย์ที่แล้วว่า อาทิตย์นี้จะพูดถึงเรื่องบาปที่มนุษย์เรากระทำกันบ่อยๆ แต่มักจะไม่ค่อยมีใครพูดถึงมากนัก
นั่นคือ บาปลามกทั้งหลายนั่นเอง สาเหตุหนึ่งที่เราคิดว่าคนไม่อยากพูดถึงกันนัก ก็น่าจะมาจากความรู้สึกว่ามันเป็นบาปและความผิดที่น่าอับอาย เป็นเรื่องเลวทรามต่ำช้า หรืออาจจะมาจากรู้รู้กันอยู่ว่าแทบทุกคนก็มีความผิดมีบาปลามกอยู่ในตัวเอง ด้วย ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง เช่น บางคนชอบดูหนังสือลามก บางคนชอบดูหนังลามก บางคนชอบพูดจาลามก บางคนชอบทำลามกด้วยวิธีการต่างๆ จึงไม่อยากจะไปสอนไปเตือนใคร
หรือบางครั้งเวลาที่พูดถึงเรื่องลามกแล้วมันรู้สึกกระดากปาก ไม่อยากพูดเหล่านี้เป็นต้น
บาปลามก คือ บาปที่เรากระทำผิดพระบัญญัติประการที่หกและประการที่เก้า ประการที่หกบอกว่า "อย่าทำลามก" และประการที่เก้าบอกว่า "อย่าปลงใจในความลามก"

ก่อนที่จะอธิบายต่อไป เราต้องเข้าใจเสียก่อนว่าพระเป็นเจ้าทรงสร้างมนุษย์มาให้มีทั้งความเป็นวัตถ ุเป็นพืช เป็นสัตว์ มนุษย์จึงมีทุกสิ่งที่วัตถุมี มีทุกสิ่งที่พืชมี และมีทุกสิ่งที่สัตว์มีนั้นหมายความว่ามนุษย์จึงมีสัญชาติญาณของสัตว์ด้วย บางคนจึงบอกว่ามนุษย์เป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง แต่เป็นสัตว์ประเสริฐเพราะมีความคิด มีสติปัญญา รู้จักแยกแยะผิดชอบชั่วดี ดังนี้เองมนุษย์จึงมีสัญชาติญาณของการสืบพันธุ์

พูดตรงๆ ก็คือ มีความรู้สึก มีความต้องการทางเพศ ต้องการที่จะมีเพศสัมพันธ์กับเพศตรงข้าม ( ยกเว้นพวกผิดปกติทั้งหลาย...)
และพระเป็นเจ้าทรงประทานความรู้สึกทางเพศนี้ให้กับสัตว์ทั้งหลาย ไม่เว้นกับมนุษย์ด้วย นั่นคือ ให้มีความสุขขณะมีเพศสัมพันธุ์ ที่เรามักจะเรียกกันว่า "ความสุขทางเนื้อหนัง" นั่นเอง เมื่อพระเป็นเจ้าประทานสิ่งนี้มา โดยพื้นฐานแล้วย่อมเป็นสิ่งสวยงาม มิใช่เรื่อชั่วช้าเลวทรามอะไร ถ้ามนุษย์ใช้มันอย่างดีอย่างถูกต้องตามพระประสงค์ของพระเป็นเจ้า.... (พระองค์ทรงอวยพรมนุษย์ให้สืบลูกสืบหลานทั่วไปในแผ่นดิน) ความรู้สึก หรือความต้องการทางเพศจึงเป็นพระพรของพระเป็นเจ้าอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ที่มันกลายเป็นบาปเป็นความชั่วช้าเพราะมนุษย์ใช้มันอย่างไม่ถูกต้อง คือใช้มันเพียงแค่สนองความใคร่ ความอยาก และตัณหาของตัวเองเท่านั้น ไม่ได้คิดถึงคุณค่าที่แท้จริงสักเท่าไหร่นั่นเอง ขอหันกลับมาพูดถึงการผิดพระบัญญัติในเรื่องนี้อีก

ขอเริ่มที่บัญญัติประการที่เก้าที่บอกว่า “อย่างปลงใจในความลามก” พระบัญญัตินี้ห้ามการคิด สร้าง จินตนาการในความลามกต่างๆ ที่เกิดขึ้น เช่น เมื่อเห็น หนังสือลามกหรือแผ่นซีดี/ดีวีดี ลามก ก็นำมาอ่านมาชม และทำให้เกิดความคิดไปในทางลามกตามมา พูดง่ายๆ ก็คือทำบาปด้วยความคิด นั่นเอง และเมื่อใครหมกมุ่นอยู่กับความคิดลามก ในที่สุดเขาก็จะถูกนำเข้าสู่บาปผิดต่อบัญญัติประการที่หก คือ “อย่าทำลามก” คือเขาจะไปกระทำลามกด้วยกิจการ ด้วยการไปมีเพศสัมพันธุ์กับผู้อื่น เพียงเพื่อสนองความใครของตนเอง หรือไม่ก็กระทำผิดกับตนเองด้วยการสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองเป็นต้น

พี่น้อง ดังที่ได้บอกแล้วว่าบาปลามกนี้มันมาจากสัญชาติญาณที่พระเป็นเจ้าประทานให้ สัตว์โลกทั้งหลาย รวมทั้งมนุษย์ด้วย แต่สำหรับมนุษย์พระองค์ทรงประทานความคิด สติปัญญา และมโนธรรม เพื่อแยกแยะผิดชอบชั่วดี รู้จักบังคับตนเอง... สิ่งนี้จึงทำให้มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐมีความสุขกว่าสิ่งสร้างทั้งหลาย

ดังนั้น มนุษย์จึงต้องใช้สัญชาติญาณนี้ด้วยสำนึกในพระพรความรักของพระเป็นเจ้า คือ ต้องใช้มันด้วยจุดประสงค์แห่งความรักของพระองค์ มิใช่ใช้มันเป็นเพียงวิธีการบำบัดหรือสนองความใคร่เท่านั้น
คำถามที่ตามมาก็คือ “ทำอย่างไร” แน่นอนหลักใหญ่ก็ดังได้กล่าวไปแล้วข้างต้นคือต้องเห็นคุณค่าและเข้าใจจริงๆ ว่ามันเป็นพระพรที่พระเป็นเจ้าประทานให้เรา เราจึงต้องให้คุณค่าและความยิ่งใหญ่แห่งพระพรนี้มิใช้ลดขึ้นลงหรือเพียงแค่ สัญชาติญาณ มิฉะนั้นแล้วเราก็จะไม่ต่างจากพวกสัตว์ทั้งหลายเท่านั้นเอง

สำหรับวิธีการที่จะใช้มันอย่างถูกต้องตามพระประสงค์ของพระเป็นเจ้านั้น จึงเป็นวิธีการที่เราต้องปฏิบัติด้วยความจริงจัง และเต็มใจ พระองค์ทรงมีพระประสงค์ให้ความต้องการหรือความรู้สึกเป็นสุขทางเนื้อหนังใน การมีความสัมพันธุ์เพื่อให้มนุษย์สืบพงศ์พันธุ์ของตน มิใช่มีไว้เพื่อสิ่งอื่น

...มีคู่แต่งงาน สามีภรรยา บางคู่เขาสวดภาวนาโมทนาพระคุณพระเป็นเจ้าเสมอ เมื่อเขาจะมีเพศสัมพันธุ์กัน และทั้งสองคนก็รักกันจริงๆ ไม่ใช่เห็นแก่ตัว เห็นว่าอีกฝ่ายหนึ่งเป็นแค่ผู้ที่จะสนองความต้องการของตนเท่านั้น แต่เขาจะรับและเคารพซึ่งกันและกัน ดูแลกันอย่างดีในฐานะคู่ชีวิตที่พระทรงมอบให้กับเขา เขาไม่เคยนอกใจกัน ให้อภัยกันเสมอ ครอบครัวมีความสุขราบรื่นช่วยกันเลี้ยงดูลูกๆ อย่างดีและที่สำคัญเขามั่นคงในความเชื่อ ความศรัทธาต่อพระเป็นเจ้าจริงๆ

จาก http://www.chiangmaidiocese.org/to/html/news/feb_6.html


-------

ภาพวาดของ The Seven deadly sin (บาปต้น 7 ประการ)

1. ความโลภ ความละโมบ

(http://i23.photobucket.com/albums/b358/natchi/9844ec0f3c8629b4.jpg)


2. ความปารถนาตัณหา โลกีย์

(http://i23.photobucket.com/albums/b358/natchi/796279d5e9453483.jpg)



3. ความอิจฉา ริษยา

(http://i23.photobucket.com/albums/b358/natchi/adcbfae71ca4a2f3.jpg)


เพิ่มรูปภาพ4. ความหยิ่งยะโส จองหอง

(http://i23.photobucket.com/albums/b358/natchi/cd64b6b3c6d625a3.jpg)


5. ความโกรธแค้น

(http://i23.photobucket.com/albums/b358/natchi/e04f7bac267fe0e0.jpg)

6. ความเกียจคร้าน

(http://i23.photobucket.com/albums/b358/natchi/efefacf2e9e60d65.jpg)

7. ความตะกละ

(http://i23.photobucket.com/albums/b358/natchi/fd9cb4c08821408b.jpg)

ภาพจะสื่อถึงบาปแต่ละประการอย่างชัดเจนคะ

ภาพวาดนั้นอาจดูสวย...แต่ความบาปแท้จริงแล้วไม่ได้สวยเลยนะคะ
อย่าทำให้พระเจ้าของเราต้องเคืองพระทัยเพราะความบาปเลยคะ
อย่าให้บาปเหล่านี้ชนะจิตวิญญาณของเราได้เลย
โปรดนำพระเป็นเจ้าของเรามาสวมสู่จิตวิญญาณ เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติพระองค์
และทำตามพระประสงค์ของพระองค์ เพื่อสันติภาพ เอกภาพ บูรณภาพของชาวเรา

ขอพระเจ้าสถิตย์กับท่านคะ
God blessed you

จาก http://www.newmana.com/yabb/index.php?topic=10080.0

เทียน 4 เล่ม (The Four Candles)




เปลวเทียนทั้ง 4 เล่ม ค่อยๆ พลิ้วไหวไปอย่างช้าๆ
บรรยากาศรอบข้าง ช่างแผ่วเบายิ่งนัก
หากเราเงี่ยหูฟัง จะได้ยินเทียนทั้งสี่สนทนากัน...

เทียนเล่มแรก เอ่ย "ฉันคือ สันติภาพ น่าเศร้าเหลือเกิน
ทุกวันนี้ ไม่มีใครอยากให้ฉัน สว่างไสว"

แสงของ "สันติภาพ" ค่อยๆ ริบหรี่ และ ดับไป

เทียนเล่มที่สอง เอ่ย "ฉันคือ ศรัทธา น่าเศร้าหนักหนา
ทุกวันนี้ ไม่มีใครต้องการ"

แสงของ "ศรัทธา" ค่อยๆ ริบหรี่ และ ดับไป

เสียงเอ่ยขึ้นมาอย่างเศร้าใจ เทียนเล่มที่สาม กล่าว "ฉันคือ ความรัก
ฉันไม่เข้มแข็งพอ ที่จะส่องสว่างต่อไป"
"ผู้คนเพิกเฉยและไม่เห็นค่าของฉัน
แม้แต่คนใกล้ชิด พวกเขายังไม่คิดจะเติมรักให้แก่กัน"

ว่าดังนั้น พลัน "ความรัก" ก็ดับไป

ไม่ช้าไม่นาน...เด็กน้อยคนหนึ่งได้เดินเข้ามา
เมื่อพบเทียนสามเล่มดับไป เขาเริ่มร่ำไห้และหลั่งน้ำตา
"ทำไมพวกเธอถึงดับไป พวกเธอต้องสว่างไสวตราบนิรันดร์ไม่ใช่หรือ"

ทันใด เทียนเล่มที่สี่ กระซิบอย่างแผ่วเบา
"อย่ากลัวไปเลยหนูน้อย ตัวฉันนี้คือ ความหวัง ตราบใดที่ฉันยังส่องสว่างอยู่ได้
เทียนสามเล่มนั้น จะกลับมาไม่ช้านาน"


เด็กชายตัวน้อย ตาเป็นประกายด้วยความปิติ
สองมือนั้นค่อยๆ จุด "เทียนแห่งความหวัง" พร้อมกันกับเทียนอีกสามเล่ม

อย่าปล่อยให้ "แสงแห่งความหวัง" ในชีวิตเราดับไป
ไม่ว่าสิ่งต่างๆ จะเลวร้ายหรือแย่สักแค่ไหน
เมื่อเรามี ความหวัง แล้วไซร้...
สันติภาพ ศรัทธา และ ความรัก ก็จะส่องสว่างอยู่ในตัวเราเสมอ


love2 love2 love2 love2 love2

The Four Candles burned slowly.
Their Ambiance was so soft you
could hear them speak...

The first candle said, "I Am Peace, but these days, nobody
wants to keep me lit." Then Peace's flame slowly
diminishes and goes out completely.

The second candle says, "I Am Faith, but these days, I am
no longer indispensable." Then Faith's flame slowly
diminishes and goes out completely.

Sadly the third candle spoke, "I Am Love and I haven't the
strength to stay lit any longer."
"People put me aside and don't understand my
importance. They even forget to love those who are
nearest to them." And waiting no longer, Love goes out
completely.

Suddenly...A child enters the room and sees the three
candles no longer burning. The child begins to cry, "Why
are you not burning? You are supposed to stay lit until the
end."

Then the Fourth Candle spoke gently to the little boy,
"Don't be afraid, for I Am Hope, and while I still burn, we
can re-light the other candles."

With Shining eyes the child took the Candle of Hope and
lit the other three candles.

Never let the Flame of Hope go out of your life.
With Hope, no matter how bad things look and
are...Peace, Faith and Love can Shine Brightly in our lives.


love2 love2 love2 love2 love2

(ที่มา : Forward Mail และ http://campus.sanook.com/inlove/read.php?id=187)

วันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

เศรษฐกิจพอเพียงในโรงเรียน ตะโหมดยกพรุนายขาวเป็นต้นแบบ



เศรษฐกิจพอเพียงในโรงเรียน ตะโหมดยกพรุนายขาวเป็นต้นแบบ [4 ก.พ. 52 - 00:35]
เศรษฐกิจพอเพียง...ตามหลักปรัชญาของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นข้อมูลหนึ่งที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ยกขึ้นเอ่ยในการประชุม เวทีเศรษฐกิจโลก 2009 ณ เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส ซึ่งผู้นำหลายประเทศได้ให้ความสนใจ

ศาสตร์แห่ง แนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ในบ้านเรามีการถ่ายทอดสู่สังคมเป็นวงกว้างแม้แต่สถาบันการศึกษา ก็มีการสอดแทรกเสริมความรู้เพื่อปลูกฝังเด็กและเยาวชนให้เกิดความตระหนัก


อย่างเช่น โรงเรียนบ้านพรุนายขาว ตำบลคลองใหญ่ อำเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง ซึ่งได้ดำเนินการตามแนวปรัชญาฯ จนประสบความสำเร็จเป็นรูปธรรมและได้รับรางวัลจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

อาจารย์เอก อัตตะ ผู้นำ โครงการเกษตรเพื่อชีวิตตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เข้ามาสู่โรงเรียนบ้านพรุนายขาว บอกว่า...ได้แนะนำและสอนให้นักเรียนทุกคน ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ แล้วเอาผลผลิตทางการเกษตรมาแปรรูปไปขายนำรายได้ช่วยเหลือครอบครัว เพื่อ ปลูกฝังค่านิยมที่ดี ในการเรียนรู้ อาชีพการเกษตรพื้นฐาน และฝึกทักษะการปฏิบัติงาน ให้รู้จักหน้าที่รับผิดชอบ ตามรูปแบบของ ยุวเกษตรกร โดยนักเรียนทุก ช่วงชั้นการศึกษาต้องเข้ามามีส่วนร่วม

...เริ่มจาก ปลูกผักสวนครัว ซึ่งเป็นอาหารประจำวันของครอบครัว ให้นักเรียน ช่วงชั้นที่ 1 (ป.1-ป.3) แบ่งเป็น 5 กลุ่ม กลุ่มละ 5 คน โดยกลุ่มที่ 1-2 ช่วยกันปลูก สะระแหน่ ผักชีฝรั่ง ผักน้ำ บัวบก และ ต้นหอม ส่วนกลุ่ม 3-5 ปลูกมะเขือ พริกขี้หนู ตะไคร้ ข่า และ ขมิ้น นักเรียน ช่วงชั้นที่ 2 (ป.3-6) แบ่งนักเรียนเป็น 10 กลุ่ม กลุ่มละ 5 คนเช่นเดิม กลุ่มที่ 1-2 ให้นำหน่อกล้วยมาคนละ 2 หน่อ แล้วปลูกภายในบริเวณรอบๆโรงเรียน หากตายลงก็นำมาปลูกเสริม กระทั่งออกผล ส่วนกลุ่มที่ 3-7 ให้ช่วยกัน ปลูกผักบุ้ง และ ผักกาด จำนวน 8 แปลง และกลุ่ม 8-10 ทำการเลี้ยงปลาดุก ในบ่อพลาสติก จำนวน 300 ตัว ทั้งยังผสมผสานด้วยการเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ซึ่งดัดแปลงมาจากถังเก็บน้ำฝนเดิม (ประหยัดต้นทุน) อีก 4 บ่อ บ่อละ 100 ตัว

อาจารย์เอก อัตตะ บอกอีกว่า สำหรับนักเรียน ช่วงชั้นที่ 3 (ม.1-3) ซึ่งเป็นเด็กที่โตแบ่งออกเป็น 10 กลุ่มกลุ่มละ 4 คน โดยกลุ่มที่ 1-2 ให้รับผิดชอบดูแล โรงเรือนเพาะเห็ด ที่บรรจุไว้จำนวน 200-300 ก้อน ในกลุ่มที่ 3-4 ให้ดูแล โรงเรือนเลี้ยงไก่ ที่มีขนาดกว้าง 9-15 เมตร มีไก่อยู่ 50 ตัว กลุ่มที่ 5 ใช้พื้นที่ว่าง สร้างบ่อกั้นพื้นที่เลี้ยงกบคอนโด จำนวน 80-140 ตัว กลุ่มที่ 6-8 ปลูกผักกูด จำนวน 2 แปลง โดยมีการเตรียมแปลงด้วยตนเอง ขุดหลุมตั้งเสาจำนวน 15 ต้น ใช้สแลนคลุมพื้นที่ นำผักกูดลงแปลงและติดตั้งสปริงเกอร์รดน้ำใช้เวลาประมาณ 6-7 เดือน จึงได้ผลผลิตเก็บไว้กิน ส่วนที่เหลือจึงออกวางจำหน่ายให้กับตลาดใกล้เคียง


และกลุ่มสุดท้าย คือ กลุ่มที่ 9-10 ได้ดำเนินการแปรรูปผลผลิตที่ได้จากทุกๆกลุ่ม เช่น การนำกล้วยมาแปรรูปเป็น กล้วยตากแห้ง, กล้วยฉาบ, มันฉาบ, ผลิตน้ำยาล้างจาน, ทำยาดมพิมเสนน้ำ, สบู่ และน้ำยาสระผมสมุนไพร อีกทั้งยังหาผลผลิตที่ออกมาจากกลุ่มต่างๆเพื่อแปรรูปเป็นสินค้าอื่นๆ ฯลฯ

เด็กหญิงสราญจิตร พูลสวัสดิ์ ตัวแทนนักเรียนโรงเรียนบ้านพรุนายขาว เผยว่า รู้สึกภาคภูมิใจในผลผลิตของเราเป็นอย่างยิ่ง จากการดำเนินงานในโครง-การนี้ ทำให้ได้รับการคัดเลือกเป็น โรงเรียนต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง ของอำเภอตะโหมด สังกัดสำนักงานเขต พื้นที่การศึกษาพัทลุง เขต 2 และได้รับการคัดเลือกจาก สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดพัทลุง เป็น โรงเรียนแกนนำของ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง

ที่ประทับใจอย่างยิ่ง โดยที่ไม่มีวันลืมเลยในชีวิตนี้ คือ ได้เป็น ตัวแทนของโรงเรียนเข้ารับพระราชทานรางวัลฯ ในงาน ชุมนุมยุวเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินระดับประเทศ ณ ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา.

ไชยรัตน์ ส้มฉุน

จาก http://www.thairath.co.th/news.php?section=agriculture&content=122004

วันพฤหัสบดีที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2552

Fw: เรื่องน่าหัด สิ่งที่น่าลอง









เรื่องนี้ได้รับจากคุณกมลธร ครับ..ขอบคุณมากครั

Thank you and Best Regards,